ข่าว

อีกมิติหนึ่งของกรมการปกครอง

อีกมิติหนึ่งของกรมการปกครอง

06 ธ.ค. 2553

วันก่อนผมไปอภิปรายเรื่อง “วรรณกรรมมหาดไทย สายน้ำไม่ไหลกลับ” ร่วมกับ คุณอนันต์ แจ้งกลีบ นักเขียนเรื่องหัสคดีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด และคุณบุญเลิศ ศิริษา ปลัดอำเภอนักเขียนรุ่นใหม่ โดยมีคุณเฉลิมศักดิ์ แหงมงาม เจ้าของนวนิยายเรื่อง “อ้อมกอดภูเขา” ประธานคณะทำ

โครงการค่ายนักเขียนกรมการปกครองนี้ เกิดขึ้นจากความคิดของท่านอธิบดีมงคล สุระสัจจะ ที่เห็นคุณค่าของหนังสือ และความสำคัญของนักเขียน ท่านได้เล่าให้ฟังในระหว่างรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันว่า ถ้าไม่ใช่เพราะความเป็นคนที่รักการอ่านหนังสือ ชีวิตท่านอาจดำเนินไปในทิศทางอื่น ไม่ได้ก้าวมาถึงระดับนี้ แต่เพราะหนังสือนั้น นอกจากจะให้ความรู้ความคิดแล้ว ยังให้คุณธรรมและจริยธรรมด้วย ดังนั้น จึงน่าจะเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ท่านจัดโครงการค่ายนักเขียนกรมการปกครองขึ้น เพื่อสร้างนักเขียนรุ่นใหม่ของกรมการปกครอง

 คุณอนันต์ แจ้งกลีบ ได้เล่าให้ฟังในระหว่างการอภิปรายว่า การเป็นนักเขียนของท่านได้รับความสนับสนุนจากคุณสนิท วิไลจิตร อธิบดีกรมการปกครองในเวลานั้น และให้คำแนะนำที่มีค่า เมื่อท่านเขียนเรื่องลงในหนังสือ “เทศาภิบาล” ของกรมการปกครองว่า อย่าเก่งแต่ในบ้าน ต้องเก่งนอกบ้านด้วย ซึ่งทำให้ท่านก้าวจากรั้วมหาดไทยออกไปสู่บรรณพิภพ จนกลายเป็นนักเขียนประจำของหนังสือต่วยตูนมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อเรื่องของท่านที่เขียนเกี่ยวกับเกร็ดชีวิตนายอำเภอได้ลงพิมพ์ในต่วยตูน ก็จะเป็นประเด็นสนทนาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในวงกาแฟตอนเช้า โดยท่านปลัดกระทรวงจะถามว่า มีใครได้อ่านแล้วหรือยัง และส่งผลให้ท่านได้สองขั้นในปีนั้น ซึ่งฟังแล้วผมก็รู้สึกชื่นใจและดีใจกับคุณอนันต์ ที่กระทรวงมหาดไทยมีผู้ใหญ่ที่รักนักเขียนและส่งเสริมนักเขียน

 วกกลับมาเรื่องวรรณกรรมมหาดไทย ตามจริงแล้วกระทรวงมหาดไทยไม่เคยขาดนักเขียน เริ่มตั้งแต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีพระองค์แรก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” ที่ทรงพระนิพนธ์หนังสือไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี ประวัติบุคคล และความรู้ต่างๆ รวมทั้งทรงมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งหอพระสมุดวชิรญาณวงศ์ ประจำพระนคร หรือหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงมหาดไทยหลายท่าน ก็มีผลงานในการเขียนเป็นที่ประจักษ์ อาทิ คุณจำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา คุณชะลอ วนะภูติ คุณวิญญู อังคณารักษ์ คุณชูวงศ์ ฉายะบุตร เป็นต้น รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภออีกหลายท่าน เช่น คุณปัญญา ฤกษ์อุไร และคุณบุญโชค เจียมวิริยะ ผู้เขียน “นายอำเภอปฏิวัติ” ฯลฯ

 ผมเห็นว่าภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นเครื่องมือที่สำคัญของนักปกครองในการติดต่อสื่อสารกับประชาชน และการพูดหรือการเขียนที่ด้อยคุณภาพก็อาจส่งสารที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดแก่ผู้รับสารได้ ดังนั้น การฝึกอบรมเพื่อให้ข้าราชการกรมการปกครองมีทักษะในเรื่องการใช้ภาษาจึงมีความจำเป็น ขณะเดียวกันการที่ข้าราชการในกรมนี้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ก็ถือเป็นกำไรของชีวิตที่มีวัตถุดิบในการนำมาสร้างงานวรรณกรรม เพราะแต่ละท้องถิ่นย่อมมีประวัติความเป็นมา โบราณสถาน วิถีชีวิต วัฒนธรรม คตินิยม ที่แตกต่างกันออกไป มีภูมิปัญญาท้องถิ่น และปราชญ์ชาวบ้านที่น่าสนใจ ซึ่งในวันนั้นผมได้ฝากข้อเสนอแนะให้ท่านข้าราชการกรมการปกครองทั้งหลายที่ร่วมฟังอยู่ว่า เมื่อท่านไปเป็นนักปกครองในท้องถิ่นใดก็ตาม ขอให้ช่วยกันบันทึกสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้ตั้งแต่วาระแรกที่ท่านเข้าไปรับหน้าที่ ทั้งในรูปของข้อเขียน ภาพถ่าย แถบเสียง และวิดีโอ ซึ่งในการเก็บนี้ควรจะเก็บไว้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้มีการจัดทำหอนิทัศน์ท้องถิ่นเพื่อรวบรวมบันทึกดังกล่าวและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านเพื่อเป็นหลักฐานในการค้นคว้าเรื่องราวในอดีต ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต่อไปจะเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสังคมวิทยาในอนาคต และกรมการปกครองอาจพิจารณาจัดพิมพ์ผลงานเหล่านี้ในทุกๆ ช่วงระยะเวลา 10 ปี ก็จะทำให้เห็นสภาพความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นต่างๆ ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นการดำเนินตามแนวทางที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงริเริ่มไว้แต่แรกด้วย

 ข้อเสนอของผมข้างต้นนี้ ก็คงต้องขอฝากท่านอธิบดีมงคล สุระสัจจะ ไว้ด้วยครับ