
มทภ.4เดินหน้า"สานใจสู่สันติยึดมาตรา21เปิดทางผู้หลงผิด
แม้ "มาตรา 21" แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วย "นิรโทษกรรม" ผู้หลงผิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้จะอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่าจะนิรโทษให้ใคร และในฐานความผิดใดบ้าง แต่กองทัพภาคที่ 4 ก็เร่งดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรา 21 ไปก่อนแล้ว
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ประกาศนโยบาย "สานใจสู่สันติ" มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดได้กลับเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อลดเงื่อนไขความรุนแรง
สำหรับที่มาของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก พล.ท.อุดมชัย เห็นว่า ต้นเหตุของความรุนแรงในพื้นที่มาจากการถูกปลูกฝังอุดมการณ์ทางด้านเชื้อชาติและศาสนา ทำให้กลุ่มคนที่หลงเชื่อหลงเดินทางผิด และลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ
"ผมมองว่า ผู้ก่อความรุนแรง เขาไม่ได้เป็นอาชญากรโดยสันดาน แต่เขาถูกปลูกฝังอุดมการณ์ทางเชื้อชาติและศาสนาให้ลุกขึ้นจับอาวุธสู้กับเรา ถ้าใช้กำลังก็ไม่มีวันปราบได้หมด เพราะมันเป็นความเชื่อ แต่เราจะมาเปิดทางให้เขาสู้ด้วยหนทางอื่น"
นั่นคือหลักใหญ่ใจความของโครงการสานใจสู่สันติ ซึ่ง พล.ท.อุดมชัย เผยว่า ได้ดำเนินการแบบเงียบๆ มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ โดยขณะนี้สามารถทำให้กลุ่มคนที่หลงผิดกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้หลายร้อยคนแล้ว
พล.ท.อุดมชัย กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องดำเนินโครงการแบบเงียบๆ ว่า โครงการนี้เราต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ ไม่อยากให้มีภาพเหมือนเกณฑ์กันมามากๆ จึงประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก โดยอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน และประชาชนในเครือข่ายเป็นมือไม้ให้
ส่วนกลุ่มคนที่กองทัพต้องการเปิดโอกาสให้กลับบ้าน และเข้ามาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม มี 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนที่ไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย แต่อาจหวาดกลัวอันตราย จึงหนีออกนอกพื้นที่ 2.กลุ่มที่มีหมายจับป.วิอาญา และ 3.กลุ่มคนที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
พล.ท.อุดมชัย อธิบายถึงขั้นตอนการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวว่า เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่มีรายชื่อของกลุ่มคนดังกล่าวอยู่แล้ว และเมื่อทราบถิ่นที่อยู่ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุยกับลูกเมีย หรือญาติพี่น้อง หรือใช้ประชาชนในกลุ่มเครือข่ายไปโน้มน้าวให้เขากลับบ้าน
"เราต้องการให้เขากลับมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ที่ผ่านมาเขามักจะประสบปัญหาไม่ได้รับการประกันตัว เราจึงช่วยอำนวยความสะดวกให้ เช่น ขอร้องไม่ให้เจ้าหน้าที่คัดค้านการประกันตัว หรือใช้เงินกองทุนศอ.บต.ช่วยประกันตัวให้"
แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวย้ำว่า การดำเนินการตามโครงการดังกล่าวก็เพื่อต้องการ "ลดเงื่อนไข" ในการต่อสู้ลงไป เพื่อให้ผู้ต้องหาได้กลับบ้านมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน หรือกรณีผู้ต้องขัง ถ้าไม่ได้รับการประกันตัวเราก็จะช่วยเหลือ แต่ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่
ในการดำเนินการโครงการดังกล่าว เขายอมรับว่า เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่หน่วยงานความมั่นคง และคณะรัฐมนตรี กำลังพิจารณาอยู่ว่า ขอบเขตของนิรโทษกรรมจะครอบคลุมถึงฐานความผิดใดบ้างถึงจะเหมาะสม
เมื่อถามถึงผลในทางกลับกัน ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ต้องหาประกันตัวออกมา และหลบหนีคดีมากขึ้น โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ เช่น ยิงและลอบวางระเบิด หรือฆ่าตัดคอนั้น
ประเด็นนี้ เขายอมรับว่า คงต้องรอความชัดเจนของมาตรา 21 ด้วย ซึ่งในการดำเนินการช่วยเหลือคงต้องดูเป็นกรณีไป แต่หลักการคือ อย่าไปเหมารวมว่าพวกเขาคืออาชญากรทั้งหมด และเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้ด้วยหนทางอื่น เช่น การต่อสู้ในเวทีการเมือง เป็นต้น
"คนไทยทุกคนที่มีแนวความคิด มีอุดมการณ์แตกต่างกัน ต้องมีโอกาสในการต่อสู้ แต่การต่อสู้ไม่ใช่การจับอาวุธมาต่อสู้กัน เพราะมันไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวย้ำถึงหลักการของโครงการสานใจสู่สันติ
สำหรับแนวทางในการดำเนินโครงการดังกล่าว แม่ทัพภาคที่ 4 ยอมรับว่า มีการผสมผสานบทเรียนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดมาสรุปเป็นบทเรียน เช่น นโยบาย 66/23 ในการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ รวมทั้งบทเรียนในการแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมาด้วย
นอกจากการทำความเข้าใจให้ผู้หลงผิดได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และมีโอกาสต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกด้วย
นับว่า โครงการสานใจสู่สันติเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่กำลังจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้ ซึ่งเป็นการถือธงเดินตามยุทธศาสตร์ "การเมืองนำการทหาร" ของรัฐบาลที่พยายามลดเงื่อนไขความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
ต้องติดตามกันต่อไปว่า การนำร่องนโยบายการเมืองนำการทหารแบบเต็มสูบ ประกอบกับลดความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็น พ.ร.บ.ความมั่นคง จะเป็นการใช้ยาที่ถูกกับโรคหรือไม่
แต่อย่างน้อยก็ได้เห็น "ความตั้งใจจริง" ของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายในพื้นที่ว่า ได้พยายามที่จะเอาชนะทางความคิดอย่างเต็มที่แล้ว ภายใต้ความเชื่อมั่นที่ว่า การเอาชนะทางความคิด...เป็นชัยชนะที่ยั่งยืนกว่าการมุ่งเอาชนะด้วยอาวุธมากนัก
ทีมข่าวความมั่นคง



