
"เราไม่คิดทำลายใคร"
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวคดียกฟ้องพรรคประชาธิปัตย์กรณี 29 ล้านบาทได้กลบข่าวสำคัญอื่นๆ ไปเกือบหมดทั้งที่มีข่าวที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะการเข้ามารับหน้าที่ "เจ้าภาพ" แก้ไขปัญหาเรื่อง "น้ำท่วม" ซ้ำซากของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน"
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" นำโดย "ปราโมทย์ โชติมงคล" ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน, "ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ" และ "ศรีราชา เจริญพานิช" ได้ร่วมประชุมกับ 20 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการน้ำและอุทกภัยของประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก
ถือเป็นการทำงาน "เชิงรุก" ที่หยิบปัญหาขึ้นมาทำโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียนเหมือนกรณีทั่วไป
"ศรีราชา" ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนในเรื่องนี้ได้เดินสายพบปะกับหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ประเทศไทยประสบปัญหาจากอุทกภัยรุนแรงที่สุดบางจังหวัดเสียหายมากที่สุดในรอบ 100 ปี
แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนรับเป็น "เจ้าภาพ" ในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ส่วนใหญ่จะแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุการอพยพคน การแจกจ่ายสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
"ผู้ตรวจเห็นว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติซ้ำซาก ทำให้รัฐต้องเสียเงินนับหมื่นล้านบาทในการเยียวยาแก้ไข ทางผู้ตรวจจึงเห็นว่าหากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา จึงได้จัดให้มีการประชุมและวางแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ปัญหานี้ถูกแก้ไขได้" ศรีราชากล่าว
ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เดินสายพบปะ 20 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม, กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย, กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร, กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม, กรมอุทกศาสตร์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ, กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ, มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) องค์การมหาชน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
จากการหารือทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องยืนยันว่าได้พยายามแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับภารกิจ
ที่สำคัญยังพบว่า ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรกลางที่มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานและสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงรับเป็นผู้ประสานหลัก เพื่อให้เกิดความร่วมมือและบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหา เรื่องการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัย
เมื่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบรายงานที่ทำร่วมกันก็จะนำเสนอไปยังรัฐบาล รัฐสภา เพื่อให้นำไปใช้แก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเสนอรายงานได้ภายในเดือนมกราคมปีหน้า
ที่ผ่านมา "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" เมื่อรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วจะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะแจ้งไปยัง "หน่วยงาน" ที่ถูกร้องหากยังไม่ดำเนินการแก้ไขก็จะแจ้งไปยัง "ผู้บังคับบัญชา" เพื่อดำเนินการ เนื่องจาก "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ไม่มีอำนาจในการลงโทษทำได้เพียง "ตีฆ้องร้องป่าว" เท่านั้น
"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ได้พยายามปรับเปลี่ยนการทำงานเป็นเชิงรุกโดยหยิบยกปัญหาที่คิดว่าสังคมส่วนใหญ่ของประเทศได้รับผลกระทบขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้องเรียน
แต่ข้อจำกัดเรื่อง "อำนาจ" ที่ไม่สามารถให้โทษกับใคร การทำงานบางครั้งค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "ตัวบุคคล"
โดยเฉพาะ "ตัวบุคคล" เป็น "ผู้มีอำนาจ" นอกจากนี้สร้างปัญหาให้แก่ผู้ร้องเรียนแล้วปัญหาดังกล่าวยังลุกลามไปถึงผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง คือ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน"
การทำงานของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ส่วนใหญ่จะให้ข้อเสนอแนะ 2 ลักษณะ คือ เสนอแนะนำเชิงสร้างสรรค์ขอความร่วมมือในกรณีที่มีหลักฐานอ่อน แม้ว่าจะมีข้อมูลชัดเจนที่สามารถเชื่อมโยงถึง "ตัวการ" แต่การต่อสู้ในชั้นศาล "ข้อมูลเชื่อมโยง" บางครั้งอาจจะไม่มากพอสำหรับ "ดุลพินิจ"
และการเสนอคำแนะนำเชิงบังคับหากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยหลักฐานที่ฝ่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" พบ "หลักฐานมัด" ตัวผู้บงการในการทำงานรายเสนอต่อ "ผู้บังคับบัญชา" ให้ดำเนินการกับ "ลูกน้อง" หรือผู้ใต้บังคับบัญชาในเชิงบังคับ
"ศรีราชา" ยอมรับว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงระบบจะไม่มีศัตรูคนดูหรือประชาชนอาจไม่สะใจเท่ากับการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตัวบุคคล เพราะมีศัตรูแน่นอนอย่างน้อยผู้ที่ถูกตรวจสอบอาจไม่พอใจ แต่การทำหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไม่คิดทำลายใครโดยเฉพาะคนดี
"ผมอยากเน้นการทำงานเชิงรุก โดยหยิบเรื่องที่เราเห็นว่าคนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบและการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงตัวบุคคลอาจทำให้เรามีศัตรูแต่เราไม่คิดทำลายชื่อเสียงใครโดยเฉพาะคนดีและการทำงานลักษณะนี้ทำให้นักการเมืองทุจริตเกรงกลัวเรามากขึ้น" ผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าว
ส่วนการทำรายงานเสนอถึงนายกรัฐมนตรีกรณีมีรองนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา "ศรีราชา" ชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาจะให้หมายถึง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเข้าใจว่ามีรองนายกรัฐมนตรีที่สังกัดพรรคการเมืองอื่นอยู่อีกหลายคน จึงตอบคำถามไปด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน
เมื่อถามว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาทำให้ "ศรีราชา" ที่อยากทำงานเชิงรุกเกิดความท้อถอยหรือไม่ "ศรีราชา" กล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า "สงสัยต่อไปนี้ผมคงต้องเน้นทำงานตรวจสอบระบบมากขึ้น เพราะถ้าทำงานเชิงรุกเน้นที่ตัวบุคคลสงสัยว่าต้องหารถกันกระสุนมาใช้สักคัน"
สมถวิล เทพสวัสดิ์



