ข่าว

ไทยอยู่ดีมีสุขได้ด้วยไท้นำทาง

ไทยอยู่ดีมีสุขได้ด้วยไท้นำทาง

05 ธ.ค. 2553

จากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ทั้งด้านดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งทุกโครงการนำมาซึ่งความผาสุกให้แก่ราษฎรทั่วประเทศ และเมื่อองค์กร หน่วยงาน ชุมชน และประชาชน น้อมนำไปปฏิบัติต่างเห็นผลที่เป็นรูปธรรม และเ

ด้วยตระหนักถึงคุณค่าของโครงการตามแนวพระราชดำริและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเฉลิมพระเกียรติในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ รวมทั้งเฉลิมพระเกียรติในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" จึงร่วมกับพันธมิตร จัดทำโครงการ “อยู่ดีมีสุขได้ ด้วยไท้นำทาง” โดยรวบรวมโครงการทั้งสิ้น 84 โครงการจากทุกภูมิภาค ในรูปแบบนิทรรศการ ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวบุคคล หรือโครงการ ที่ได้รับแนวคิดจากพระราชดำริ และนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและชุมชน จึงมีคุณค่าควรแก่การนำมาเผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง

 อย่างโครงการพระราชดำริ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" หนึ่งในหลายๆ ผลงานที่เกิดจากพระวิริยะอันสูงส่ง และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกรไทย เนื่องเพราะทรงห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในแหล่งชุมชน หลังจากที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในหลายพื้นที่และหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด จึงพระราชทานพระราชดำริเรื่องการแก้ไขน้ำเน่าเสีย เริ่มด้วยการแก้ไขน้ำเสียรูปแบบง่าย คือ การใช้น้ำที่มีคุณภาพดีช่วยบรรเทาน้ำเสียบ้าง ด้วยการใช้วิธีกรองน้ำด้วยผักตบชวาระหว่างปี พ.ศ.2527-2530 แต่ได้ผลระดับหนึ่งเท่านั้น สภาพน้ำเน่าเสียบริเวณต่างๆ ยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 ต่อมาได้พระราชทานแนวพระราชดำริใหม่ ทรงให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบไทยทำไทยใช้ขึ้นมา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 โดยให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณ เพื่อศึกษาวิจัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อนำสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ไปช่วยเหลือรัฐบาลเพื่อบรรเทาน้ำเน่าเสียแบบใช้ค่าใช้จ่ายน้อย แต่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำสาธารณะและแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย เป็นต้น

 ในที่สุดสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นก็เป็นรูปเป็นร่างออกมาในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบไทยทำไทยใช้ ที่เรียกว่า "กังหันน้ำชัยพัฒนา" โดยมีลักษณะเป็นกังหันน้ำที่มีโครงเป็นรูปเหลี่ยมบนทุ่นลอย สามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามระดับขึ้นลงของน้ำ เพื่อการแก้มลพิษทางน้ำซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ จึงมีวิวัฒนาการของกังหันน้ำชัยพัฒนา เริ่มจากการสร้างต้นแบบได้ครั้งแรกในปี 2532 แล้วนำไปติดตั้งยังพื้นที่ทดลองเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันหลายแห่ง

 เนื่องจากผลการที่ศึกษาพบว่า กังหันน้ำชัยพัฒนามีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก กังหันน้ำชัยพัฒนา จึงได้รับรางวัลเหรียญทองเทิดพระเกียรตินานาชาติ The Belgian Chamber of Inventor ซึ่งเป็นองค์กรทางด้านนวัตกรรมที่เก่าแก่ของเบลเยียม ในงาน “Brussels Eureka 2000” ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในปี พ.ศ.2543 พร้อมกันนี้คณะกรรมการนานาชาติที่พิจารณารางวัลดังกล่าวได้กล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นนักพัฒนา มีพระวิริยะอันสูงส่ง รวมทั้งพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ที่ดี ทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ ทรงใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย สิ่งประดิษฐ์ของพระองค์สามารถนำไปพัฒนาใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก"

 "การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม" พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพระราชทานการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ได้แผ่ไพศาลไปสู่ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าและประชาชนในประเทศต่างๆ โดยไม่มีข้อจำกัด ไม่มีพรมแดน และขยายโอกาสทางการศึกษาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยปีพ.ศ.2538 นายขวัญแก้ว วัชโรทัย ผู้จัดการโรงเรียนไกลกังวล และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจัดตั้งมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี (กาญจนาภิเษก) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 50 ล้านบาท ที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทูลเกล้าฯ ถวายเป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้น

 จากนั้นองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลอย่างพร้อมเพรียง และ "นายขวัญแก้ว" เป็นประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โดยมีการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV  ขึ้น ที่โรงเรียนวังไกลกังวล ถ่ายทอดการเรียนการสอนออกอากาศเป็นปฐมฤกษ์ไปยังโรงเรียนปลายทางทั่วประเทศ 7 ช่องสถานี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2538

 ศุภไชย ยอดแขก 1 ใน 5 นักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล และพิธีกรร่วมรายการศึกษาทัศน์ที่มีโอกาสเข้ารับพระราชทานความรู้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จฯ ไป ณ โรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า โดยพระราชทานความรู้เรื่อง "ดินและน้ำ" และมีโอกาสเข้ารับพระราชทานความรู้อีก 2 ครั้ง ในเรื่อง "ฝนหลวง" และ "การปลูกป่าชายเลน" ในเวลาต่อมา

 "ในการสอนนั้น พระองค์ทรงเป็นกันเองกับนักเรียนและชาวบ้าน ผมไม่ทราบว่าพระราชาในต่างประเทศจะยอมให้ประชาชนพูดคุยอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ไหม สิ่งที่ฝังอยู่ในหัวผมคือ มีรับสั่งว่าเรียนอะไรก็ได้ ไม่เป็นไร ขอให้ตั้งใจเรียน และทรงสอนว่าเป็นนักเรียนต้องรู้หน้าที่ หน้าที่คือการเรียน ก็ต้องตั้งใจเรียน" ศุภไชย ยอดแขก อดีตนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล และได้รับทุนพระราชทานตั้งแต่เรียนชั้น ม.5 จนจบคณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เล่าด้วยความปลื้มปีติ

 ปัจจุบันการจัดการศึกษาของโรงเรียนวังไกลกังวล เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “การจัดการศึกษา ให้อบรมบ่มนิสัยนักเรียนเป็นคนดี มีเมตตา กรุณา ให้นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนจนสุดความสามารถ เมื่อเรียนจบถึงระดับใดแล้วให้มีความสามารถนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนได้"

 ขณะที่การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมนั้น เป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย เป็นทางเลือกของการศึกษา และเป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู โดยเฉพาะโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทุกแห่ง ทั้งจำนวนครู และครูผู้สอนแต่ละรายวิชา รวมถึงปัญหามาตรฐานไม่เท่าเทียมกันของสถานศึกษา 

 "ฝนหลวง" เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ เป็นประจำ ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆ แห่งประสบปัญหาความแห้งแล้ง หรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนทิ้งช่วงนาน หรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจจะไม่มีผลผลิตให้เลย เป็นต้น ดังนั้นภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงในแต่ละครั้งแต่ละปีจึงสร้างความเดือดร้อน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ภาวะความต้องการใช้น้ำนับวันจะทวีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม

 ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ดังนั้นในปี พ.ศ.2498 จึงมีพระราชดำริค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากรที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝนในเขตร้อน เช่น ประเทศไทยมุ่งขจัดปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว และทรงเชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวจะทำให้การพัฒนาระบบการจัดทรัพยากรน้ำของชาติเกิดความพร้อมและครบบริบูรณ์ตามวัฏจักรของน้ำ คือ 1.การพัฒนาระบบ การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใต้ดิน 2.การพัฒนาระบบ การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำผิวดิน 3.การพัฒนา การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ และทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัยว่า ด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศจะสามารถดำเนินการให้บังเกิดผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในปี พ.ศ.2499 จึงทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว

 ในที่สุดประสบผลสำเร็จและได้นำมาใช้ถึงทุกวันนี้ และล่าสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เทคโนโลยีฝนหลวงในรัฐควีนส์แลนด์ เครือรัฐออสเตรเลีย ทั้งนี้ ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระบุว่า “ฝนหลวง” หรือ “การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน” เป็นเทคโนโลยีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์คิดค้นพัฒนาขึ้น และจากความสำเร็จของการทำฝนหลวง ที่เป็นที่ประจักษ์ ในปี พ.ศ.2545 จึงได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรคุ้มครองในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2548 ได้รับสิทธิบัตรคุ้มครองจากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป จำนวน 30 ประเทศ และในปี พ.ศ.2549 จากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงออกสิทธิบัตรคุ้มครองฝนหลวง ด้วยเหตุนี้ ทำให้เทคโนโลยีฝนหลวงเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ในการเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นได้

 "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำ” ความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยเพื่อนำไปใช้เป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงชีวิต

 หลักคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการเดินทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฎีของการพัฒนาที่ยั่งยืน มีจุดเด่นคือ แนวทางที่สมดุลไม่ได้ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ สามารถนำประเทศชาติไปสู่ความทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้ แต่จะช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศไทย ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หลังจากฟองสบู่ที่ก่อหวอดมาจากการไหลบ่าของกระแสทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ ทั้งที่จริงแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 โดยเป็นพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม

 พิษจากวิกฤติเศรษฐกิจในปีนั้น จึงทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง จากพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย

 พร้อมทั้งได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสภาพัฒน์และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน  2542

 นอกเหนือจากประเทศไทยที่มีการหยิบยกนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นธงในการปฏิบัติแล้ว ปรัชญาดังกล่าวยังได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติว่า เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศและสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน

 แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของโครงการพระราชดำริ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นการตอกย้ำว่า โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อน้อมนำไปปฏิบัตินั้น สามารถอยู่อย่างเป็นสุขและยั่งยืน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 ขอน้อมถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพคุณพระรัตนตรัย ผู้ปกปักบริรักษ์สยามรัฐสีมา มีพระสยามเทวาธิราช จงพร้อมเพรียงกันเกื้อกูลและอภิบาลบำรุงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ให้ทรงพระเกษมสวัสดี พระราชประสงค์จงสัมฤทธิ์ทุกประการ เสด็จสถิตยั่งยืนนานในมไหศุริยสมบัติ เป็นร่มฉัตรปกประเทศเป็นบุญเขตรุ่งเรืองร่มเย็นสำหรับข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และประชาชาวไทยถ้วนหน้าตลอดไปชั่วกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก"