
ผ้าพันคอแห่งความหวังถักทอเพื่อเยียวยาและเรียกหาความเป็นธรรม
ผู้หญิงรวมกลุ่มนั่งถักไหมพรม เสียงคุยกันเบาๆ สลับเสียงเข็มถักกระทบกัน เป็นภาพคุ้นชินบนดินแดนที่ราบสูงเปรู การถักทอไหมพรมที่นั่นเป็นประเพณี และเสื้อผ้าไหมพรมทำมือ เป็นชุดแต่งกายประจำวันของผู้คน
แต่สำหรับผู้หญิงในเมืองอายาคูโช สิ่งที่ร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนมีมากกว่าความรักในหัตถกรรมถักร้อย เพราะพวกเธอเป็นแม่ น้องสาว พี่สาว และหญิงม่ายของชายที่หายสาบสูญหลายหมื่นในช่วงที่เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ
แต่ละคน สร้างสรรค์ผ้าไหมพรมขนาดเท่ากระดาษเอ 4 อย่างสุดฝีมือ เลือกสี ลาย ปักชื่อและวันสูญหายของบุคคลอันเป็นที่รัก บ้างนำเสื้อผ้าคนตายมาถักรวมกันหรือนำภาพถ่ายมาติดไว้ด้วย ก่อนนำมาร้อยติดกันเป็นผ้าพันคอยาวเหยียดหลายร้อยเมตร และได้นำไปจัดแสดงนิทรรศการในกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรูเป็นครั้งแรกช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
อายาคูโช เป็นศูนย์กลางเหตุขัดแย้งนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของเปรู ระหว่าง "ชายนิ่ง พาธ" กองกำลังนิยมลัทธิเหมาเจ๋อตุง กับกองกำลังความมั่นคงของรัฐ ที่ต่อสู้และใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันในช่วงทศวรรษหลังปี 2523 ถึงทศวรรษหลังปี 2533
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการปรองดองที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2546 ประเมินว่า มีชาวเปรูถูกฆาตกรรมหรือขึ้นบัญชีสูญหายไป ช่วงปี 2523-2543 ประมาณ 69,280 คน และยังมีอีกประมาณ 1.5 หมื่นคนที่ไม่รู้ชะตากรรม นับเป็นชาติที่มีบุคคลสูญหายมากเป็นอันดับสองในละตินอเมริกา รองจากกัวเตมาลา
เป้าหมายโครงการที่ตั้งชื่อว่า "ผ้าพันคอแห่งความหวัง" ต้องการให้เป็นสิ่งเตือนความทรงจำที่จับต้องสัมผัสได้ ถึงการสูญหายไปของบุคคลอันเป็นที่รักโดยที่ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือตาย และไม่รู้จะไปค้นหาโครงการกระดูกได้ที่ไหน ทักษะฝีมือที่เคยใช้ถักเสื้อผ้าให้แก่คนเหล่านั้นเมื่อครั้งยังอยู่ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความไว้อาลัยและเรียกร้องหาความยุติธรรม
แรงบันดาลใจของกิจกรรมนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ การ์เซีย บูร์กอส ช่างภาพข่าวในกรุงลิมา กับ เปาลา อูกาซ เพื่อนนักข่าวอีกคนหนึ่ง ไปทำข่าวการขุดหลุมฝังศพหมู่ ในหมู่บ้านปูติส เมืองอายาคูโช อันห่างไกลของประเทศแถบเทือกเขาแอนอีสแห่งนี้ และได้เห็นภาพอันน่าสะเทือนใจ
ทันทีที่ศพเหล่านั้นถูกขุดขึ้นมา บรรดาผู้หญิงพุ่งตรงไปยังซากศพหรือโครงกระดูกที่อยู่ใต้ดินมานาน 20 ปี มองหารูปแบบหรือลายถักเสื้อผ้าฝีมือของพวกเธอ เพื่อใช้แยกแยะว่าร่างไหนคือคนที่กำลังตามหา
เสื้อหนาวหรือกางเกงไหมพรมที่ห่อหุ้มโครงกระดูกเหล่านั้น กลายเป็นเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์คนตายในอายาคูโช แทนบัตรประชาชนซึ่งไม่ค่อยได้ใช้กัน
อาเดลีนา การ์เซีย ซึ่งขณะนั้น ตั้งท้องลูกคนที่สองในวัย 19 ปี เล่าเหตุการณ์ในคืนที่เห็นหน้าสามีเป็นครั้งสุดท้ายว่า ทหาร 20 นาย บุกเข้าไปในบ้านขณะที่เธอและสามีกำลังหลับ เธอร้องถามว่าจะจับสามีไปทำไม ผลคือถูกทุบตีจนแท้งลูกในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น การ์เซียเฝ้าถามข่าวคราวสามีที่ค่ายทหาร โลส กาบิโตส ในอายาคูโช แต่ก็ไร้วี่แวว
ทุกครั้งที่ได้ยินว่ามีการพบศพตรงไหน เธอจะรีบไปเพื่อมองหาสามีทันที
25 ปีผ่านไปนับจากธันวาคม 2528 ยังไม่มีคำตอบจากทางการ แต่เธอพอจะคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามี จากการขุดหลุมศพในพื้นที่ใกล้ฐานทัพแห่งนี้ในช่วงหลายปีมานี้ ได้พบซากศพนิรนามจำนวนมาก ทั้งยังพบเตาเผาขนาดใหญ่ใกล้ๆ กัน จึงเชื่อว่าศพจำนวนหนึ่งคงถูกเผาทำลายไปแล้ว
ปัจจุบัน อาเดลีนา เป็นผู้นำสมาคมครอบครัวของผู้ถูกกักขังและสูญหายแห่งเปรู หรือ อันฟาเซฟ ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้หญิงประมาณ 500 คน เพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการได้รับค่าชดเชยจากรัฐและความยุติธรรม
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อาเดลีนากับสมาชิกในกลุ่มอันฟาเซฟ 25 คน พร้อมกระเป๋าใส่เส้นไหมและเข็มถักได้เดินทางเข้าไปในกรุงลิมา ปักหลักนั่งถักไหมพรมด้านนอกศาลสูงจนกระทั่งตำรวจมาสั่งให้ย้ายออกไป แต่พวกเธอไปปักหลักนั่งประท้วงบนถนนฝั่งตรงข้ามแทน แถมเชิญชวนคนเดินผ่านไปมาร่วมถักไหมพรมด้วยกัน ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจ มีชาวลิมาจำนวนหนึ่งสนใจ ลงนั่งรับฟังเรื่องราวของพวกเธอ
ในที่สุด พวกเธอได้เข้าพบ นายฆาเบียร์ เบลาสเกซ เกสเกน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งได้สัญญาว่าจะเริ่มจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามต่อต้านรัฐบาล ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป หรือ 6 ปีหลังจากแผนการจ่ายค่าชดเชย ได้รับการลงนามเป็นกฎหมายตั้งแต่ปี 2548
อาเดลีนาบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินแก่ผู้สูญเสียอย่างเดียว การชดเชยจากรัฐ จะเป็นสัญลักษณ์ถึงการยอมรับความทุกข์ทรมานที่เธอและครอบครัวของคนอีกนับพันนับหมื่นต้องประสบ
โครงการนี้ ตั้งเป้าจะถักผ้าพันคอยาวถึงหนึ่งกิโลเมตรภายในสิ้นปี ยิ่งผ้าพันคอยักษ์ยืดยาวออกไปเท่าไหร่ เสียงของผู้หญิงเหล่านี้ก็ยิ่งดังและมองเห็นมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเสียงสะท้อนผ่านทางเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ ขณะที่กิจกรรมถักทอมาราธอน เริ่มขยายออกไปยังหลายเมืองทั้งในเปรูและต่างประเทศ เพื่อแสดงพลังสนับสนุน
ที่ผ่านมา เปรูยังล้าหลังอยู่มากในการดำเนินนโยบายแก้ไขเยียวยาอดีต ความใส่ใจในปัญหาคนหายยังไม่มาก เมื่อเทียบกับสองประเทศในภูมิภาคที่มีปัญหาการอุ้มฆ่าในยุคขัดแย้งการเมืองอย่าง อาร์เจนตินาและชิลี
การนำผ้าพันคอแห่งความหวัง จัดแสดงเป็นนิทรรศการในกรุงลิมา รวมถึงการฉายภาพและเสียงบอกเล่าปัญหาขัดแย้งนองเลือดในอดีต สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้ยังคงอ่อนไหวเพียงใด เห็นได้จากเจ้าหน้าที่ในย่านซาน อิซิโดร ซึ่งเป็นย่านหรูหราของเมืองหลวง ได้ขอให้ถอดส่วนการแสดงเสียงและภาพออกไปจากนิทรรศการ โดยบอกว่ารุนแรงเกินไป ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก
อย่างไรก็ดี ผู้จัดคงไม่ต้องพบกับปัญหาปวดหัวในการหาที่จัดแสดงใหม่ๆ ในเปรู เพราะเวลานี้ ได้รับเชิญไปจัดแสดงในหลายที่แถบละตินอเมริกา รวมถึงสหรัฐ และยุโรป อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนเดินสายจัดนิทรรศการผ้าพันคอแห่งความหวังทั่วโลกในปีหน้า
ที่มา เอเอฟพี, บีบีซี
อุไรวรรณ นอร์มา



