ข่าว

รอยยิ้มอำมหิตของนักการทูตสหรัฐ

รอยยิ้มอำมหิตของนักการทูตสหรัฐ

04 ธ.ค. 2553

นายอีริค จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่ออำลาตำแหน่งหลังครบวาระซึ่งค่อนข้างเร็วกว่าปกติพอควร นับเป็นการปิดฉากตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยที่ไม่ค่อยสดสวยและสง่างามมากนัก ผิดกับคราวเข้ารับตำแหน่

 อย่างไรก็ดี จุดอ่อนเพียงประการเดียวของนายอีริค จอห์น ก็คือศรีภรรยาชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ค่อยเหมาะสมอยู่หลายประการ จนท้ายที่สุดนำไปสู่ข่าวลือที่ว่าเอกอัครราชทูตของหลายประเทศในประเทศไทยได้บอยคอตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไทย แม้จะเป็นประเทศใหญ่โตทรงอิทธิพลสักเพียงใดก็ตาม

 หนำซ้ำ เพียงไม่กี่วันก่อนจะพ้นตำแหน่ง ระเบิดลูกใหญ่ก็ยังหล่นตูมใส่นายอีริค จอห์น เมื่อเว็บไซต์วิกิลีกส์ได้เผยแพร่โทรเลขลับของสถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ บ่งชี้ว่าสหรัฐได้พยายามกดดันไทยในทุกๆ ด้านเพื่อให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซียให้ไปดำเนินคดีในสหรัฐ

 สุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวว่า "ความผิดไม่ได้อยู่ที่หยก แต่อยู่ที่ผู้ครอบครองหยก" ฉันใดก็ฉันนั้น นายอีริค จอห์น อาจจะไม่ผิด เพราะได้ทำหน้าที่ของเอกอัครราชทูตอเมริกันที่ต้องรายงานทุกเรื่องให้กระทรวงต่างประเทศในกรุงวอชิงตันได้รับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่อาจจะผิดตรงที่ดำรงตำแหน่งนี้ในช่วงที่ "ความลับไม่มีในโลก" เนื่องจากสามารถขโมยความลับสุดยอดกันได้ง่ายๆ แถมยังเผยแพร่ได้รวดเร็วราวไฟไหม้ฟาง  ผิดกับสมัยก่อนซึ่งอาจจะขโมยความลับทางราชการได้บ้าง แต่ไม่มากนักและเผยแพร่ในวงจำกัด

 ในจดหมายเปิดผนึกถึงหนังสือพิมพ์เนชั่น นายอีริค จอห์น พยายามอธิบายการทำงานของนักการทูตว่า นักการทูตจะต้องหารือกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา และถือว่าการหารือดังกล่าวเป็นความลับที่จะไม่มีการเปิดเผยออกไป ที่สำคัญข้อมูลในรายงานภายในกระทรวงไม่ถือว่าเป็นนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการกำหนดนโยบายต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งในที่สุดแล้วประธานาธิบดี หรือรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจะเป็นผู้กำหนดนโยบายดังกล่าว

 อย่างไรก็ดี นักวิชาการหลายคนมองว่าการเปิดเผยเอกสารลับทางการทูตกว่า 2.5 แสนฉบับของวิกิลีกส์หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "เคเบิลเกต" แข่งกับคดี "วอเตอร์เกต" ในสมัยอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หรือคดี "คอนทราเกต" ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้กระชากหน้ากากจอมปลอมของนักการทูตอันทรงเกียรติว่าแท้ที่จริงก็มีการกระทำไม่ผิดอะไรไปจากก็อดฟาเธอร์อย่าง ดอน คอร์เลโอเน หรือมาเฟียใหญ่อย่างอัล คาโปน

 เพราะเบื้องหลังรอยยิ้มนุ่มนวลของนักการทูตสารพัดพิษนั้น เต็มไปด้วยความอำมหิตเลือดเย็น การชิงไหวชิงพริบ จารกรรม การแบล็กเมล์ การข่มขู่คุกคาม การตบทรัพย์ การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เพื่อกดดันหรือเพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้นำประเทศนั้นๆ ยอมเดินตามก้นนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐที่ถือผลประโยชน์ตัวเองเป็นสำคัญ

 ที่น่าห่วงมากกว่านั้นก็คือนักการทูตหลายคนได้ใช้อารมณ์ความรู้สึกและอคติส่วนตัวไปประเมินผู้นำโลกคนอื่นๆ หรือก้าวล่วงไปถึงเรื่องส่วนตัวของผู้นำหลายคนมากเกินไป จนเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าจะเกิดจากข้อกระทบกระทั่งทางการเมือง

 นอกจากนี้ จากบันทึกช่วยจำและโทรเลขลับทางการทูตที่วิกิลีกส์นำมาเผยแพร่ยืนยันว่าบรรดานักการทูตอเมริกันระดับต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วโลกนั้นได้ทำหน้าที่เกินเลยหน้าที่ของนักการทูตมาก ไม่ใช่แค่จารกรรมความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของศัตรูของสหรัฐอย่างเช่นผู้นำลิเบีย กลุ่มฮามาสและผู้นำฝ่ายบริหารของปาเลสไตน์ แต่ก็ยังจารกรรมความเคลื่อนไหวของมิตรประเทศและผู้นำองค์การโลกอย่างนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติด้วย

 โดยกระทรวงต่างประเทศใต้เงานางสิงห์เหล็กฮิลลารี คลินตัน นอกจากสั่งการให้นักการทูต สืบค้นรายละเอียดด้านเทคนิค เกี่ยวกับระบบสื่อสารที่บรรดาเจ้าหน้าที่สหประชาชาติใช้อยู่ รวมทั้งให้สอดแนมนายบัน คี มุน เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารและการตัดสินใจของเลขาฯ ยูเอ็นแล้ว ยังสั่งให้นักการทูตพยายามหาลายพิมพ์นิ้วมือ ภาพถ่ายบัตรประจำตัว ดีเอ็นเอ และข้อมูลสแกนม่านตาของบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐด้วย

 พญาอินทรีอเมริกาอาจจะแก้ตัวว่าต้องทำเช่นนี้ตามกลยุทธ์ของซุนวูและเหมา เจ๋อ ตง ที่ว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่คนทั่วไปกลับกริ่งเกรงว่าสหรัฐพร้อมจะใช้ข้อมูลนั้นมาแบล็กเมล์ในภายหลังก็ได้

 ที่น่าสังเกตก็คือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง บ่อยครั้งที่สหรัฐทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง การทุจริตคอรัปชั่นและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศที่เป็นมิตร หรือแอบเจรจาต่อรองกับประเทศที่วางตัวเป็นกลาง หรือล็อบบี้เชิงข่มขู่เพื่อผลประโยชน์ของบรรษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่เป็นนายทุนการเมืองให้แก่พรรคการเมืองใหญ่ๆ ในประเทศ

 หลังจากตกเป็นจำเลยโลก แทนที่พญาอินทรีผยองจะสำนึกผิดในการกระทำที่ไม่เหมาะสมของนักการทูตยุคใหม่ กลับใช้ยุทธวิธีสกปรกเพื่อสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลลับเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าหลังสำนักข่าวตะวันตกกระพือข่าวใหญ่แค่ 2-3 วัน ข่าวจากข้อมูลลับเหล่านั้นก็ซาลงรวดเร็วจนผิดสังเกต

 พร้อมกันนั้นก็มีความพยายามจะจับกุมหรือทำลายชื่อเสียงของนายจูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ ด้วยการเตรียมตั้งข้อหาสารพัดข้อหารวมไปถึงข้อหาจารกรรมความลับทางราชการ เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ต้องหาที่ตำรวจสากลออกหมายจับไปทั่วโลกในข้อหาข่มขืนหญิงชาวสวีเดน

 ทั้งหมดนี้ไม่มีตอนใดที่บ่งบอกว่าสำนึกในสิทธิของประชาชนที่พึงมีสิทธิรับรู้และตรวจสอบการกระทำและการตัดสินใจของรัฐบาลที่อาจทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียทั้งชีวิตและเงินก้อนมหาศาล

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์