ข่าว

อนาคตที่แสนจะอึมครึมของ“ยูโรโซน”

อนาคตที่แสนจะอึมครึมของ“ยูโรโซน”

03 ธ.ค. 2553

วิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจได้เป็นอย่างดีว่า “หนี้” ที่ชาว “ไอริช” ร่วมด้วยช่วยกันกู้อย่างย่ามใจนั้น จากชัยมงคลคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย “ธรรม(ชาติ) ใดเกิดแต่เหตุฯ” ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทำใ

จะว่ากันไปแล้วผมว่าคนไทยก็ได้เรียนรู้และคงไม่มีวันลืมความเจ็บปวดกับการสูญเสีย “อธิปไตยทางการเงิน-การคลัง” ในสมัยวิกฤติการณ์ทางการเงิน  “ต้มยำกุ้ง”  ที่  “พ่อใหญ่จิ๋ว” เป็นนายกฯ “ไทยแลนด์”  ก็ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เช่นเดียวกับที่ “ไอร์แลนด์” กำลังประสบอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างไม่ผิดเพี้ยน 

 หากมองย้อนกลับไปในช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงที่ใครๆ ก็สามารถกู้หนี้ยืมสินกันได้อย่างง่ายๆ  ได้กลับกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ทุกอย่างดูจะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ  “หนี้ของประชาชน” กลายเป็น  “หนี้ธนาคาร”  และได้กลายเป็น  “หนี้สาธารณะของประเทศ” เมื่อผู้คนส่วนใหญ่เริ่มไม่ยอมชำระหนี้สินตรงตามเวลา ทำให้พอกพูนกลายเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวเกินกว่าที่แต่ละธนาคารจะจัดการแก้ไขด้วยตัวเองได้ หนี้ของธนาคารที่กำลังมีปัญหา ก็เลยกลายเป็นหนี้ของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศอุ้มธนาคารทุกแห่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ (คล้ายกับที่รัฐบาลไทยเคยทำมาแล้วในอดีต)  เพราะมั่นใจว่าเงินทองที่รัฐบาลมีอยู่เพียงพอต่อการแบกรับภาระทั้งหมดเอาไว้ได้

 แต่ที่ไหนได้จาก หนี้สินที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่ามีเพียง 1 หมื่นล้านยูโร บานปลายออกไปกลายเป็น 7 หมื่นล้านยูโรในที่สุด เปรียบประดุจ “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรเห็นยอดเขาพ้นผิวน้ำเพียงนิดเดียว แต่ที่ไหนได้ฐานของภูเขาที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำนั้น ช่างใหญ่โตมโหฬารสุดที่จะคาดเดาเสียเหลือเกินครับ ผลคือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 ใน 6 แห่งตกเป็นรัฐโดยสมบูรณ์ อีก 2 แห่ง รัฐต้องเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และดูเหมือนชะตากรรมจะกำหนดแน่นอนว่าไม่ช้าก็เร็วต้องกลายเป็นธนาคารของรัฐไปทั้งหมด (ก็คล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรานั่นแหละครับ)

 ดูเหมือนว่าหนี้สินที่เกิดขึ้นในระบบธนาคารของ “ไอร์แลนด์” นั้นจะใหญ่โตเกินกว่าที่รัฐบาลแบกรับไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขนาดมหาศาลของมูลหนี้  อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังก่อตัวเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินเป็นมหันตภัยคุกคาม “มูลค่า” ของสกุลเงิน  “ยูโร” ทั้งระบบ (ที่กำลังขาดเสถียรภาพอย่างหนักและต่อเนื่อง) ส่งผลสะเทือนไปทั่วทั้ง 16 ชาติ “ยูโรโซน” และ 27 ชาติสมาชิก “ยูโร”

 การเข้ามาให้ความช่วยเหลือของ “ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี)”  กับ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)”  ผ่านทาง “กองทุนเพื่อเสถียรภาพเงินตราแห่งยุโรป”  ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ในมุมมองหนึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างก็เห็นตรงกันว่าเป็น “ความจำเป็น” อย่างเร่งด่วนที่จะต้องทำ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของ “ไอร์แลนด์” พังทลาย ซึ่งจะส่งผลให้ “สกุลเงินยูโร” ทั้งระบบต้อง “ล้มละลาย”  ตามไปด้วย 

 แต่ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์รวมไปถึงนักวิเคราะห์ทางการเงินอีกหลายสำนักก็เริ่มตั้งคำถามว่า การเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลในทาง  “บวก”  หรือ “ลบ” ต่อนักลงทุนหลากสัญชาติที่ต่างก็เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ในทุกๆ โอกาสทุกๆ  รูปแบบเมื่อรับผลตอบแทนจนคุ้มค่า แล้วก็ปล่อยให้ทั้งระบบล่มสลายลง แล้ว “นั่งอมยิ้มตีขิม” รอคอยความช่วยเหลือแบบ “ไม่มี  ไม่หนี ไม่จ่าย” ให้ทั้ง “อีซีบี”  หรือ “ไอเอ็มเอฟ” เข้ามาอุ้ม เพื่อปล่อยกู้กันอีกระลอกเพื่อฟื้นฟู ซึ่งในทางหนึ่งกลับเป็นการการันตีกลายๆ ว่า ในที่สุดแล้วกระบวนการปล่อยกู้แบบ “ใครใคร่กู้ก็กู้”  อย่างที่เป็นเคยเป็นมาในอดีต ที่บรรดาสถาบันทางการเงินปล่อยออกไปอย่างย่ามใจ  โดยไม่สนใจไยดีว่าสภาพของผู้ที่กู้ยืมไปมีปัญญาใช้คืนหรือไม่นั้น สุดท้ายแล้วก็จะถูกชดใช้คืนได้ในที่สุดครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์