
เล็งขยายสินค้าเกษตรอินทรีย์หลังEUยกเลิกมาตรฐานผัก-ผลไม้
เล็งขยายช่องทางส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไทยและสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย สู่ตลาดยุโรป หลัง EUยกเลิกมาตรฐานบังคับลักษณะภายนอกของผักและผลไม้ 26 ชนิด
นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเป็นที่ทราบกันดีว่า ในเวลา 20 ปีที่ผ่านมาผักและผลไม้ที่จะวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป (EU)จะต้องมีรูปร่างลักษณะหรือขนาดตามมาตรฐานที่หน่วยงานของสหภาพยุโรป(Eurocrats) กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานเดียวกันและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ขายในแง่ของการบรรจุหีบห่อสินค้าได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกกฎระเบียบที่บังคับมาตรฐานลักษณะภายนอกในส่วนของรูปร่าง ลักษณะ ขนาด ของผักและผลไม้ จำนวน 26 ชนิด ได้แก่แอปริคอท, อาติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง, มะเขือม่วง, อโวคาโด,ดอกกะหล่ำ, เชอรี่, แตงกวา, เห็ดเพาะ, กระเทียม, ฮาเซลนัท,หัวกะกล่ำปลี, ต้นหอมลีค, เมลอน, หัวหอม, พลัม, ขึ้นฉ่าย, ผักโขม,วอลนัท, แตงโม, ถั่ว Beans, ถั่ว Peas, บรัสเซลส์สเปรทส์, บวบและผัก chicory
โดยคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและพัฒนาชนบทของสหภาพยุโรป ให้เหตุผลเกี่ยวกับการยกเลิกกฎระเบียบดังกล่าวว่าสืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อาหาร มีราคาสูงขึ้นจึงเห็นสมควรเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างหลากหลายที่สุด
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในเรื่องนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตัดลดระเบียบราชการที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากของสหภาพยุโรป (reduce red tape) ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 25% ภายในปีพ.ศ. 2555 อีกด้วยโดยการยกเลิกมาตรฐานบังคับลักษณะภายนอกของผักและผลไม้ 26 ชนิดข้างต้นจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป
สำหรับผักและผลไม้อีก 10 ชนิด ที่ครองสัดส่วนตลาดสหภาพยุโรป มากถึง75% ได้แก่ แอปเปิ้ล, ส้มหรือผลไม้รสเปรี้ยว, กีวี, ผักกาดหอม,พีชและเนคทารีน, แพร์, สตอเบอรี่, พริกหวาน, องุ่นและมะเขือเทศ นั้น ทางสหภาพยุโรปยังกำหนดให้มีการบังคับใช้มาตรฐานทางด้านรูปร่างลักษณะและขนาดของสินค้าต่อไป
อย่างไรก็ตามผักหรือผลไม้ที่ไม่ได้มาตรฐานตรงตามที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้อาจนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้โดยต้องระบุบนฉลากว่าเป็นสินค้าเกรดสอง(class two) หรือเป็นสินค้าเพื่อใช้สำหรับแปรรูป (intend forprocessing)
ทั้งนี้การยกเลิกกฎระเบียบมาตรฐานลักษณะภายนอกของผักและผลไม้ทั้ง 26 ชนิดแม้ว่าจะยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับพืชผักที่ปัจจุบันไทยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเพียงไม่กี่ชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง แครอทอินทรีย์แต่จะทำให้เกษตรกรไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรเหล่านั้นได้เพิ่มขึ้นและมีสินค้าถูกคัดทิ้งน้อยลงรวมทั้งอาจเป็นช่องทางใหม่ ๆ
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีศักยภาพในการผลิตและการจัดการสูงขึ้นมากได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรับรองมาตรฐานของหลายประเทศซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะติดตามให้การสนับสนุนการผลิตในระบบดังกล่าวอย่างจริงจังต่อเนื่องให้เกิดสัมฤทธิ์ผลตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่1 พ.ศ.2551-2554 ควบคู่กับการดูแลภาพรวมของภาคการผลิตที่เกษตรกรไทยควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตรให้ดียิ่งขึ้นและระมัดระวังในด้านความปลอดภัยอาหาร
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญไม่ว่าจะส่งออกสินค้าไปยังประเทศใดก็ตาม รวมถึงเรื่องดังกล่าวยังคงเป็นหัวใจของนโยบายเกษตรของสหภาพยุโรปอันจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์และรักษาความเชื่อมั่นของสินค้าไทยในตลาดสหภาพยุโรปในระยะยาวอีกด้วย
นายศักดิ์ชัย กล่าวข้อมูลประกอบในเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ผักและผลไม้ที่จะวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปจะต้องมีรูปร่างลักษณะ หรือขนาดตามมาตรฐานที่หน่วยงานของสหภาพยุโรป(Eurocrats) กำหนดไว้เท่านั้น เช่น แตงกวาจะต้องมีรูปร่างตรงโค้งงอได้ไม่เกิน 10 ม.ม. ต่อความยาว 10 ซ.ม.หรือแอปเปิ้ลต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 50 ม.ม.หรือมีน้ำหนักเกินกว่า 70 กรัม จึงจะนำมาจำหน่ายได้ เป็นต้นซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวได้กำหนดขึ้นเพื่อให้ผักและผลไม้ที่วางจำหน่ายมีมาตรฐานเดียวกันทั้งสหภาพยุโรป(EU-harmonized Marketing standards)และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้อผักและผลไม้เพราะได้ผ่านการคัดสรรมาให้ตรงกับมาตรฐานของ สหภาพยุโรปเรียบร้อยแล้วอีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ขายในแง่ของการบรรจุหีบห่อสินค้าได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ดี บางครั้งกฎระเบียบนี้มีความเข้มงวดเกินไป ทำให้เกษตรกรร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากเนื่องจากต้องคัดผักและผลไม้ที่มีลักษณะไม่ตรงมาตรฐานของสหภาพยุโรปทิ้งไป ทั้งที่ผลผลิตเหล่านั้นไม่ได้มีความบกพร่องทางด้านคุณภาพ เช่นสหราชอาณาจักรต้องคัดผลผลิตเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้ภายในประเทศราว 20%ทิ้งไป เนื่องจากมีขนาดหรือรูปร่างไม่ตรงตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปอันเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้พืชผักบางชนิดมีราคาสูงขึ้น เช่นแครอทมีราคาสูงขึ้น 40% (ข้อมูลจาก www.telegraph.co.uk เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551



