
มาร์คไม่รู้เขมรเลื่อนเปิดขึ้นพระวิหาร
"นายกฯ"ไม่รู้ข่าวเขมรเลื่อนเปิดด่านเข้าปราสาทพระวิหาร สั่งห้ามจนท.ตกลงกับเขมรเอง แต่ต้องผ่านฝ่ายนโยบายก่อน เผยกำลังนัดพบแกนนำพธม.เคลียร์ปมแก้รธน. ไม่รู้ส.ส.จ่อร้องศาลรธน.ตีความบันทึกประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา
(2ธ.ค.) เมื่อเวลา 13.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงทางการกัมพูชาออกแถลงการณ์เลื่อนแผนการเปิดด่านเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารออกไปจากเดิมที่เป็นวันที่ 5 ธ.ค.นี้ โดยมีข่าวว่า ว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้มีการพูดอะไรกันในเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้น และขณะนี้มีความพยายามที่จะลดความตึงเครียดอยู่แล้ว อีกทั้งตนคิดว่าการที่ชุมชนและตลาดของกัมพูชาถอยออกไปจากพื้นที่ก็น่าจะช่วยลดความตึงเครียดได้ แต่กำลังมีการตรวจสอบเรื่องนี้ ส่วนที่เขาไม่ดำเนินการในส่วนบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสะวาระนั้น คงมีหลายปัจจัย ซึ่งเราต้องประเมินกันต่อ
เมื่อถามว่ามีข่าวว่ามีการตกลงกันระหว่างทหารของทั้ง 2 ฝ่าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการตกลงดังกล่าว เพราะตนให้นโยบายไปว่าต่อไปนี้จะไม่มีการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ว่าจะเป็นทหาร ฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายท่องเที่ยว ไปคุยและตกลงอะไรกันเอง แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ภาพรวม ดังนั้นถ้าจะมีการดำเนินการอะไร ต้องปรึกษาหารือกันก่อน และต้องผ่านมายังระดับฝ่ายนโยบาย รวมถึงต้องมีความเป็นเอกภาพในทางนโยบาย ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเช่นนั้น และมีการตรวจสอบกันตลอด โดยในวันนี้(2 ธ.ค.) พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 จะมารายงานสถานการณ์ให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้รับทราบ
เผยกำลังนัดพบแกนนำพธม.เคลียร์ปมแก้รธน.
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี มาเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้(2 ธ.ค.) ว่า เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสั้นๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะนพ.ตุลย์ เป็นคนหนึ่งที่สนใจติดตามเรื่องของกัมพูชา เมื่อถามว่านพ.ตุลย์ ระบุว่านายกรัฐมนตรีกำลังให้มีการประสานเพื่อพูดคุยกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ก่อนที่จะมีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้มีการประสานงานผ่านบุคคลกันอยู่ เพราะอยากแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ส่วนจะพบในวันใดนั้นตนยังไม่ทราบ เพราะต้องรอดูว่าประสานกันได้เมื่อใด ทั้งนี้ตนอยากจะพูดคุยก่อนที่จะมีการชุมนุมใหญ่ของ พธม.
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีอยากพูดคุยกับแกนนำคนใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากพูดคุยกับคนที่สนใจ เพราะประเด็นที่เขาติดใจเป็นเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นหลัก ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีเรื่องของมาตรา 190 ที่เกี่ยวพันกัน และคงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา
ต่อข้อถามว่าคิดว่การพูดคุยครั้งนี้จะทำให้พธม.มีท่าทีที่อ่อนลงหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีเคยบอกว่าจะคุยในเรื่องข้อตกลงที่มีส.ว.บางคนเข้าร่วมในเรื่องนี้ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ ทั้งนี้ตนอยากสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แต่ทำให้ได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตนตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามตนอยากจะขอความร่วมมือว่าถ้าจะเคลื่อนไหวอะไร ก็ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย
เมื่อถามว่านพ.ตุลย์ ระบุว่านายกรัฐมนตรีได้แก้ไขในประเด็นที่พธม.เป็นห่วง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้แปรญัตติในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และมีส.ว.หลายคนซึ่งรวมถึงนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา และน.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ที่ช่วยรับรองแปรญัตติดังกล่าว โดยจุดที่เขาห่วงเรื่องมาตรา 190 ก็ตรงกัน เพราะตนได้ฟังคำอภิปรายของเขา และยืนยันว่าไม่ใช่เจตนาของรัฐบาลตั้งต้นที่จะไปแยกกระบวนการของหนังสือสัญญาประเภทที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจกับประเภทอื่น ให้เป็นคนละกระบวนการ แต่เจตนาของรัฐบาลคือต้องการให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องประเภทหนังสือสัญญาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีจะไม่แตะตัวร่างที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอมา มิฉะนั้นจะกลายเป็นการแก้สิ่งที่คนกลางทำมา แต่เมื่อมีคำทักท้วงที่มีเหตุผล เราก็แก้ไข
ต่อข้อถามว่าการที่ส.ส. จำนวนหนึ่งจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าบันทึกผลประชุมเจบีซีฯถือเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องนำเข้าเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่นั้น จะทำให้ต้องชะลอการพิจารณาบันทึกการประชุมเจบีซีดังกล่าว หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า น่าจะเป็นประเด็นที่เกิดจากตัวคณะกรรมาธิการฯมองแล้วมีข้อโต้แย้งกันว่าเป็นรูปแบบหนังสือสัญญาที่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งเขาใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่ถ้าจะมีการยื่นจริง น่าจะหมายความว่าคณะกรรมาธิการฯจะหยุดการพิจารณาจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนออกมา



