ข่าว

สื่อนอกเกาะติดรวบหนุ่มปากีฯบึ้มรถไฟสเปน

สื่อนอกเกาะติดรวบหนุ่มปากีฯบึ้มรถไฟสเปน

02 ธ.ค. 2553

ดีเอสไอ-ตม.จับหนุ่มปากีสถาน เครือข่ายบึ้มรถไฟสเปนปี 47 สังเวยร่วม 200 ศพ ลอบเข้าไทยคบหาสาวไทย สุดท้ายจนมุมที่ด่านหนองคายก่อนเผ่นกบดานลาว ตร.เผยโยงบึ้มหลายจุด ด้านมหาดไทยสเปนยันปลอมพาสปอร์ตส่งกลุ่มอัล-ไกดา โยงถล่มโรงแรมมุมไบ ดับ 166 คนปี 51

 การจับกุมผู้ต้องหาชาวปากีสถาน หนึ่งในขบวนการก่อการร้าย และมีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดรถไฟที่ประเทศสเปน เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จับกุมเครือข่ายลอบวางระเบิดที่สถานีรถไฟ กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อปี 2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 200 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน โดยจับกุมได้ที่ด่าน ตม.หนองคาย ขณะเตรียมเผ่นเข้าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว) ภายหลังตำรวจสเปนนำหลักฐานเครือข่ายลอบวางระเบิดส่งให้ตำรวจไทยขยายผล

 เบื้องหลังการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ รับการประสานงานให้ตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยตามหมายจับศาลอาญา จึงประสานงานไปยัง พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผบช.สตม. ให้จัดชุดสืบสวนร่วมสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ

 กระทั่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 คน คือนายมูฮัมหมัด อัทเตอร์ บัตต์ อายุ 42 ปี สัญชาติปากีสถาน หนึ่งในเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ และ น.ส.ศิริกัลยา กิจบำรุง อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72/10 หมู่ 4 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ จากการสืบสวนพบว่าเป็นภรรยาของนายมูฮัมหมัด

 โดยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สายรายงานว่าพบบุคคลต้องสงสัยบริเวณด่านจุดตรวจสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ด้าน จ.หนองคาย เตรียมข้ามไปยัง ส.ป.ป.ลาว เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและชุดสืบสวน สตม. จึงประสานไปยังด่าน ตม. กระทั่งเวลา 13.20 น. เจ้าหน้าที่พบบุคคลทั้งสองจึงเชิญตัวมาสอบปากคำ และจากการตรวจสอบข้อมูลพบเป็นบุคคลต้องห้ามตามหมายจับของศาลอาญาที่ออกไว้ก่อนหน้านี้

 จากการสอบสวนทราบว่า นายมูฮัมหมัดถือหนังสือเดินทางปากีสถานเลขที่ เคจี 883193 ส่วน น.ส.ศิริกัลยา ถือหนังสือเดินทางประเทศไทย เลขที่ เค 759189 มายื่นเพื่อขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ชภ 2910 กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้นภายในรถและกระเป๋าของ น.ส.ศิริกัลยา พบหนังสือเดินทางประเทศแคนาดา เลขที่ เจจี 821302 และ เจจี 821311 รวมถึงหนังสือเดินทางประเทศอิตาลี เลขที่ เอเอ 4231816, เอเอ 3284089 และ เอเอ 3794625

 เบื้องต้นชุดสืบสวนตั้งข้อกล่าวหานายมูฮัมหมัด ฐานกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและประชาชน และร่วมกันลักทรัพย์ รับของโจร ส่วน น.ส.ศิริกัลยา ถูกตั้งข้อหาร่วมกันลักของโจร พร้อมควบคุมตัวดำเนินคดีทันที

 แหล่งข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยว่า เหตุการระเบิดที่ประเทศสเปน ทางหน่วยงานสืบสวนของต่างประเทศได้ขยายผลจับกุมเครือข่ายโดยพบว่านายมูฮัมหมัดรับหน้าที่ทำหนังสือเดินทางให้แก่มือวางระเบิด หลังจากก่อเหตุได้หลบหนีเข้ามากบดานอยู่ในประเทศไทยในคราบของนักท่องเที่ยว โดยมีเพื่อนสาวคือ น.ส.ศิริกัลยา ซึ่งมีญาติเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร สังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8) ขณะนี้ตำรวจสเปนกำลังนำเอกสารพร้อมหลักฐานต่างๆ มามอบให้ดีเอสไอและชุดสืบสวนเพื่อขยายผลต่อไป

 พล.ต.ท.วิบูลย์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ที่ ตม.หนองคาย ก่อนจะเดินทางไป ส.ป.ป.ลาว หลังการจับกุมจึงได้สอบสวนและขยายผลจนทราบว่าผู้ต้องหาเป็นสมาชิกขบวนการลอบวางระเบิดหลายแห่ง

 สำหรับเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่ประเทศสเปน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 โดยเกิดระเบิด 10 ระลอกในเวลาไล่เลี่ยกันภายในเวลาไม่กี่นาที ถล่มรถไฟโดยสาร "เอลปาโซ" 4 ตู้ ขณะเคลื่อนขบวนออกจากสถานีอัลกาลา เด เอนาเรส ชานกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน แรงระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนของเช้าวันนั้น คร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้ายถึง 191 คน บาดเจ็บ 1,856 คน นอกจากนี้หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังต้องทำลายระเบิดที่ยังไม่ทำงานอีก 3 ลูก หลังจากระเบิดที่คนร้ายนำใส่ถุงขึ้นไปบนรถไฟทำงานไปแล้วก่อนหน้านั้น 13 ลูก

 นับเป็นการก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดบนแผ่นดินยุโรป ตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรมระเบิดเครื่องบินโดยสารสายการบินแพนแอม เหนือเมืองล็อกเคอร์บี ในสกอตแลนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 270 คน เมื่อปี 2531

 สิ้นเสียงระเบิด รัฐบาลสเปนที่พ่ายเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้น 3 วันให้หลังเหตุวินาศกรรม ได้พุ่งความสงสัยไปที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ หรือเอต้า (ETA) ทันที ก่อนที่การสอบสวนซึ่งได้เบาะแสจากการค้นพบโทรศัพท์มือถือในถุงใส่ระเบิดที่ยังไม่ทำงานบนซากรถไฟ

 ต่อมาวันที่ 3 เมษายน ตำรวจสเปนบุกจับสองพี่น้องต้องสงสัยคนสำคัญคือ นายโมฮัมเหม็ด กับนายราชิด อูลัด อัคชา ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ชานกรุงมาดริด แต่ทั้งสองกับชายอีก 5 คน ได้จุดระเบิดถล่มอพาร์ตเมนต์แห่งนั้นฆ่าตัวตาย หนึ่งในนั้นคือนายเซอร์ฮาน เบน อับเดลมาจิด ฟาเค็ต ชาวตูนิเซีย ตำรวจอ้างว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อวินาศกรรมในครั้งนั้น ขณะที่แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย

 การสอบสวนคดีนี้แผ่ครอบคลุมถึง 6 ประเทศ นำไปสู่การออกหมายจับในประเทศและหมายจับสากลผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน หนึ่งในนั้นคือนายโมฮัมเหม็ด อาฟาเลาะห์ แต่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วจากเหตุระเบิดพลีชีพในอิรักเมื่อปี 2548 สรุปจนถึงปัจจุบันมีผู้ถูกตัดสินมีความผิดฐานพัวพันเหตุวินาศกรรมรถไฟโดยสารมาดริดจำนวน 21 คน แต่จำเลยคนสำคัญคือนายราไบ ออสมาน ไซเอ็ด กับอีก 7 คน ได้รับการตัดสินว่าไม่มีความผิด

 ส่วนกลุ่มจีไอซีเอ็ม ถูกสหประชาชาติขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอัล-ไกดา เมื่อปี 2548 แต่ฝ่ายข่าวของยุโรปส่วนหนึ่ง เชื่อว่ากลุ่มนี้ซึ่งแม้เป็นอาสาสมัครโมร็อกโก ที่เคยเข้าค่ายฝึกก่อการร้ายในอัฟกานิสถานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอัล-ไกดา แต่ก็รวมตัวกันด้วยแนวคิดและอุดมการณ์มากกว่าอยู่ในลักษณะองค์กรที่มีโครงสร้างหรือเป้าหมายที่ชัดเจน

 วันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยสเปน แถลงว่า ตำรวจสเปนได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คนในประเทศ และอีก 3 คนถูกจับกุมที่ประเทศไทย ในปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง เพื่อส่งให้แก่สมาชิกกลุ่มก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับอัล-ไกดา ผู้ถูกจับกุมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่มีฐานอยู่ในประเทศไทย และเกี่ยวข้องกับกลุ่ม "ลัชการ์ อี ไทบา" กลุ่มก่อการร้ายปากีสถานที่ก่อเหตุโจมตีโรงแรมในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 166 คน เมื่อปี 2551

 ปฏิบัติการจับกุมในสเปนมีขึ้นเมื่อค่ำวันอังคารและเช้ามืดวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ในนครบาร์เซโลนาและพื้นที่โดยรอบ ตั้งอยู่ในแคว้นกาตารุนญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน ผู้ถูกจับกุม ได้แก่ ชาวปากีสถาน 6 คน ชาวไนจีเรีย 1 คน พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ จะออกตระเวนขโมยหนังสือเดินทางจากนักท่องเที่ยวในนครบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของสเปน ก่อนส่งมาตัดแต่งปลอมแปลมในประเทศไทย และนำส่งให้กลุ่มก่อการร้ายที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับอัล-ไกดา ทั้งนี้ หนังสือเดินทางปลอม ช่วยให้สมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเดินทางเข้ายุโรปและประเทศต่างๆ ได้

 แถลงการณ์ระบุด้วยว่า จากการตรวจค้นที่พักตำรวจสเปนได้ยึดหนังสือเดินทางปลอมที่เตรียมจะส่งมายังประเทศไทย รวมถึงโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง สำหรับขบวนการปลอมแปลงหนังสือเดินทางกลุ่มนี้ อยู่ภายใต้การบริหารของ 1 ใน 3 คนที่ถูกจับในไทย ได้แก่  ชาวปากีสถาน 2 คน กับพลเมืองไทย 1 คน

 กลุ่มเดียวกันนี้ยังเคยจัดหาเอกสารปลอมให้แก่อีกหลายกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ที่ถูกกองทัพศรีลังกากวาดล้าง ยุติสงครามแบ่งแยกดินแดนยาวนาน 25 ปี ส่วนสื่อสเปนรายงานเพิ่มเติมว่า การจับกุมที่เชื่อมโยงกับคดีนี้ ยังมีขึ้นในชาติยุโรปอื่นๆ ด้วย

 ทั้งนี้   ข่าวการจับผู้ต้องสงสัยพัวพันกลุ่มก่อร้ายในไทยและสเปน ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อต่างประเทศเกือบทุกสำนักให้ความสนใจ นิวยอร์ก ไทมส์ ในสหรัฐฯ รายงานว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการเปิดหน้าต่างให้เห็นถึงการเชื่อมต่อในเงามืดระหว่างองค์กรก่อการร้าย กับเครือข่ายอาชญากรรมที่รวมตัวกันแบบหลวมๆ ในเอเชียและยุโรป คอยอำนวยความสะดวกให้แก่กิจกรรมก่อการร้ายทั้งหลาย ด้วยการช่วยเหลือด้านการเดินทาง อาวุธหรือการสนับสนุนด้านอื่นๆ
 
  ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อต้านก่อการร้าย ให้ความเห็นว่า การจับกุมผู้จัดหาจัดส่งบริการที่จำเป็นแก่ผู้ก่อการร้าย อาจทำให้กลุ่มก่อการร้ายสะดุดไปพักใหญ่ อย่างน้อยก็จนกว่าจะหาแหล่งอื่นมาทดแทน ที่สำคัญถือเป็นการโจมตีปฏิบัติการด้านหนังสือเดินทางของอัล-ไกดาครั้งสำคัญ ทำให้กลไกด้านการปลอมแปลงเอกสารเดินทางข้ามชาติอ่อนแอลงไป ซึ่งศักยภาพในการก่อการร้ายครั้งใหม่จะยากขึ้นตามไปด้วย