
ศาลรธน.เปิดคำวินิจฉัยคดีเงินบริจาค29ล้าน
เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญเปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ (อย่างไม่เป็นทางการ) กรณีไม่ได้ใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงยื่นต่อคณะกรรมการการเล
คำวินิจฉัยระบุว่า คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยอยู่ 5 ประเด็น คือ 1.กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 3.ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ 4.พรรคผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองปี 2548 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ และ 5.กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกตัดสิทธิ หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้หยิบยกในประเด็นที่ 2 ขึ้นมาพิจารณา คือการกระทำของผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2541 หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ทั้งนี้ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคในช่วงเวลา พ.ศ.2547-2548 ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงบังคับ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2541แต่ขณะที่ยื่นคำร้องได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 แทน พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2541 ในส่วนสารบัญญัติเกี่ยวกับเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองในขณะนี้จะต้องใช้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2541 บังคับขณะเกิดเหตุเป็นหลักในการพิจารณาวินิจฉัย
นัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2550 การนำ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาวินิจฉัยนั้นหมายถึงการพิจารณาวินิจฉัยในส่วนสารบัญญัติเท่านั้น กล่าวคือ หมายถึงบทบัญญัติกำหนดว่าการกระทำใดผิดหรือกำหนดข้อห้ามหรือข้อบังคับการปฏิบัติ แต่ส่วนที่เป็นกฎหมายวิธีบัญญัติจะต้องใช้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่ขณะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้ย้อยมาวินิจฉัยในประเด็นที่ 1 กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งผู้ร้องได้ร้องขอให้ศาลยุบพรรคประชาธิปัตย์ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 โดยอ้างว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนตามมาตรา 82 ที่บัญญัติให้พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายนั้นให้ถูกต้องยื่นต่อ กกต.ไม่ใช่กรณีร้องขออัยการสูงสุด ที่ยื่นตามมาตรา 95 วรรคหนึ่ง
การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93 กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในวรรคสองว่า "เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน"
คำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2552 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้แจ้งนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.พรรคการเมืองรวม 2 กรณี 1.การที่บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัททีพีไอฯ ให้ผู้ถูกร้อง และ 2.การใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องเป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง
หลังจากได้รับแจ้งแล้วนายอภิชาตได้นำเรื่องเข้าที่ประชุม กกต.เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 กกต.ได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าวเพื่อรายงานให้ กกต.ทราบมีนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธาน คณะกรรมการสืบสวนทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้กระทำผิด 2 ประเด็น โดยมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นมูลกรณีของคดีนี้ และได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวนให้ กกต.ทราบ
ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2552 กกต.ได้ประชุมเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนแล้วมีมติด้วยเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา 95 ซึ่งในการลงมติดังกล่าวนายอภิชาตในฐานะประธาน กกต.มีความเห็นและลงมติ 2 กรณีว่า 1.ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าบริษัททีพีไอฯ บริจาคเงินให้ผู้ถูกร้อง และ 2.เอกสารการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้กล่าว จึงให้ยกคำร้องคัดค้านตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน
หลัง กกต.ได้มีมติดังกล่าวแล้ว นายอภิชาตได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ตามมติ กกต.เสียงข้างมาก โดยมี ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ เป็นประธานกรรมการ ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2553 ประธานกรรมการตรวจสอบได้สรุปข้อเท็จจริงพร้อมเสนอความเห็นต่อนายทะเบียน วันเดียวกันนั้น นายอภิชาตในฐานะประธาน กกต.ได้เรียกประชุม และ กกต.มีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้องและมีมติเสียงข้างมากให้นายทะเบียนแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 95
ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2553 กกต.ได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งโดยนายทะเบียนในฐานะประธาน กกต.ไม่ได้เข้าประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคผู้ถูกร้องตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 93 ถือว่าความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตที่ได้ลงมติไว้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เป็นความเห็นของนายทะเบียน
เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 93 การให้ความเห็นชอบของ กกต.เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะมีผลให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้
กรณีถือได้ว่าคดีนี้ความได้ปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคผู้ถูกร้องมีกรณีตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรคหนึ่งแล้ว และ กกต.เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15 วัน จึงต้องเริ่มนั้บตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 อันเป็นวันที่ กกต.มีมติดังกล่าว
เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลา15 วันตามที่กฎหมายกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง



