ข่าว

 ฮุบเหยื่อ แต่โดนเบ็ด

ฮุบเหยื่อ แต่โดนเบ็ด

02 ธ.ค. 2553

เดือนธันวาคมย่างกรายมาถึงในช่วงปลายปี นอกจากจะหมายถึงเป็นช่วงที่มีเทศกาลงานรื่นเริงเกิดขึ้นทั่วโลก และเป็นช่วงที่ผู้คนทั่วไปมีวันหยุดพักผ่อนหย่อนใจกันทั่วหน้าแล้ว ยังหมายถึงเป็นฤดูของการขายสินค้าทุกชนิด ทั้งสินค้าอุปโภคและสินค้าบริโภคต่างเสนอเงื่อนไขการข

 เพราะนอกจากจะเป็นเวลาที่คนทำงานกินเงินเดือนทั้งหลาย เริ่มมองเห็นเงินเพิ่มพิเศษที่นอกเหนือไปจากเงินเดือนตามปรกติ นั่นคือเงินที่เรียกกันว่าโบนัส ซึ่งมีจำนวนมากกว่ารายได้ประจำในแต่ละเดือนหลายเท่า ในส่วนของคนที่ทำมาค้าขายส่วนตัว ก็ต้องเร่งรีบปิดบัญชีการขาย เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากที่สุดของแต่ละปี ช่วงเวลานี้จึงต้องเร่งขายสินค้าออกไปให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 ผู้บริโภคส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงและแม่บ้าน จึงเร่งรีบออกไปจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้กันอย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่ามีความคุ้มค่าเพราะได้สิ่งของจำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับการจ่ายเงินจำนวนเท่ากันในช่วงเวลาอื่นของปี โดยอาจจะลืมนึกไปว่า ของจำนวนมากกว่าที่ได้รับมานั้น เป็นสิ่งของที่มีความจำเป็นต้องใช้หรือไม่ หรือได้รับมาจนมากเกินกว่าความจำเป็น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการใช้ในปริมาณมากกว่าที่ควรจะเป็นไปตามปรกติหรือไม่

 ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่จ่ายเงินซื้อยาสีฟันในราคา 150 บาท ซึ่งในยามปรกติยาสีฟันยี่ห้อเดียวกันที่มีขนาดบรรจุเท่ากัน จำหน่ายเพียงแค่หลอดละ 120 บาทเท่านั้น แต่ช่วงฤดูการขายส่งท้ายปีอย่างนี้ จ่ายเงินเพิ่มอีกเพียงแค่ 30 บาทก็จะได้แถมแปรงสีฟันอีกหนึ่งอัน ซึ่งหากแยกซื้อก็จะต้องจ่ายเงินค่าแปรงสีฟันถึงอันละ 50 บาท

 จึงรู้สึกว่าการซื้อควบทั้งแปรงสีฟันและยาสีฟันเช่นนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ถึง 20 บาท และทำให้คิดว่าตนเองเก่งได้เปรียบและได้กำไรจากการซื้อครั้งนี้ แทนที่จะซื้อยาสีฟันเพียงอย่างเดียวตามความต้องการใช้งานจริง โดยลืมไปว่าปรกติตนเองก็ไม่ได้ใช้แปรงสีฟันยี่ห้อที่ “ขายควบ” หรือถูกใช้คำว่า “แถม” มากับยาสีฟันนี้แต่อย่างใด

 หรือแทนที่จะซื้อยาสีฟันเพียงแค่หลอดเดียวในราคา 120 บาท แต่เมื่อผู้จำหน่ายเอายาสีฟันมาห่อรวมกันเป็นจำนวน 6 หลอด และเสนอขายในราคา “เพียงแค่” 650 บาท ผู้บริโภคส่วนหนึ่งก็จะเร่งซื้อทันที เพราะบวกลบคูณหารอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่าประหยัดไปได้ถึง 70 บาท
 แทนที่จะคิดในมุมกลับกันว่าหากซื้อยาสีฟันทีละหลอดให้พอใช้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาเงินไปจ่ายเป็นค่ายาสีฟันล่วงหน้าถึงหนึ่งปี อีกทั้งเมื่อเห็นว่ามียาสีฟันอยู่เพียงแค่หนึ่งหลอด การใช้งานก็จะเกิดความมัธยัสถ์มากกว่าเมื่อรู้ว่าตนเองมียาสีฟันวางอยู่ตรงหน้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องปรกติธรรมดาทั่วไปของมนุษยชาติ

 การซื้อของมากเกินกว่าความจำเป็นต้องการใช้ หรือการซื้อของเพียงเพราะเห็นว่ามูลค่าของสิ่งของที่แถมติดมา เมื่อบวกรวมกับสิ่งของที่ตนเองต้องการใช้จริง ทำให้ตนเองจ่ายน้อยลงไป โดยลืมไปว่าของที่แถมมานั้น ไม่ใช่ของที่ตนเองประสงค์จะซื้อมาใช้งานจริง

 จึงไม่ต่างไปจากปลาที่มุ่งหวังจะฮุบเอาไส้เดือน ซึ่งถูกเกี่ยวเอาไว้จนบดบังความแหลมคมของเบ็ด ทำให้ปลาที่คิดว่าตนเองเก่งกล้าสามารถ เพียงพอที่จะค่อยๆ ตอดและเล็มเอาไส้เดือนมากินได้ เกิดพลาดพลั้งเสียทีจนถึงขั้นที่เอาปากไปฮุบเบ็ดเข้าเต็มคำ จนถูกจับไปต้มยำทำแกงได้ในท้ายที่สุดนั่นเอง

 ฤดูการขายส่งท้ายปีอย่างนี้จึงเป็นเวลาที่ผู้ขายและผู้บริโภค ต่างคิดว่าตนเองเก่งและฉลาดกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จนทำให้เกิดการซื้อขายกันอย่างคึกคักเป็นยิ่งนัก ส่วนใครจะ “ได้เปรียบ” หรือใครจะ “เสียเปรียบ” จากฤดูการขายเช่นนี้ คำตอบอยู่ที่ตัวเราเองครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ