ข่าว

จีดีพีกับเศรษฐกิจชาวบ้าน

จีดีพีกับเศรษฐกิจชาวบ้าน

02 ธ.ค. 2553

ท่ามกลางข่าวทางการเมืองและข่าวพบซากทารกที่ปกคลุมสังคมไทยเราขณะนี้อยู่มืดมิดจนแทบไม่สนใจกับข่าวอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อปากท้องชาวบ้านเราเอง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้แถลงตัวเลขที่น่าสนใจทางเศรษฐกิจดังนี้

 สำนักงานฯ แถลงว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่วัดโดยจีดีพีนั้นชะลอตัวลงจาก 3 เดือนที่แล้ว (ไตรมาส) โดยลดลงจาก 9.2% เหลือ 6.7% การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและภาครัฐก็ขยายตัวน้อยลงเช่นเดียวกัน ส่วนการส่งออกนั้นขยายตัวเพียง 11.7% ในขณะที่การนำเข้าขยายตัวถึง 21.2% เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคเกษตรนั้นหดตัวลงถึง 3.5% ซึ่งเป็นตัวเลขก่อนน้ำท่วมใหญ่

 ในเรื่องจีดีพีนี้มีหลายหน่วยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐออกมาให้ตัวเลขใกล้เคียงกัน ตัวเลขจีดีพีในปี 2553 พยากรณ์กันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตตั้งแต่ 6.3%(ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด) ถึง 7.9% (สภาพัฒน์)

 ส่วนในปี 2554 พยากรณ์กันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตระหว่าง 3.5%-5.3%

 ด้วยตัวเลขทั้งหมดล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาฟันธงว่าเศรษฐกิจไทยเดินมาถึงช่วงขาลงแล้ว

 เรื่องที่นักวิชาการเขาถกกันข้างต้นนั้นมีความหมายอะไรกับชาวบ้านเราบ้าง

 ถ้าเป็นจริงคือเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างขาลงก็แปลว่าจะค้าขายลำบากขึ้น มีผู้ซื้อน้อยลงและงานการจะหายากขึ้นโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานที่จบจากมหาวิทยาลัย

 แต่สิ่งที่จะกระทบกระเทือนชาวบ้านเราๆ นั้นเสมือนพายุที่ตั้งเค้าที่ขอบฟ้านั้นมี 2 ลูกที่ชาวบ้านเราตัองจับตามอง

 พายุลูกที่ 1 คือค่าครองชีพที่จะถีบตัวสูงขึ้น โดยสินค้าและบริการในท้องตลาดจะมีการขึ้นราคาอันเป็นผลทางจิตวิทยาจากที่รัฐบาลจะเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ สำหรับเมืองไทยนั้นถ้าค่าจ้างเงินเดือน 2 รายนี้ขึ้นเมื่อไรข้าวของก็จะขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล

 เท่าที่ผ่านมารัฐบาลมักแก้การขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลด้วยการควบคุมราคาหรือเปิดขายสินค้าราคาถูก (ธงฟ้า) แต่มักไม่ได้ผลจริงจัง

 สำหรับคนที่มีรายได้ประจำปานกลางหรือสูงก็คงได้สัมผัสค่าครองชีพที่สูงขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารกลางวันในร้านจานด่วนสูตรต่างประเทศต่างๆ นั้น ท่านจะต้องใช้เงินหัวละไม่น้อยกว่า 350 บาทต่อมื้อ แพงกว่าปีก่อนๆ เท่าตัว รายการเหล่านี้อยู่นอกการควบคุมและผู้ขายถือหลักว่าตั้งราคาเท่าไรก็ได้ถ้าลูกค้ายังสู้

 พายุลูกที่ 2 คือชาวบ้านเราคงต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลทั่วโลกที่ใช้นโยบาย “หว่านเงิน” เพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจจะมีปัญหาในเรื่องงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลหลายประเทศอาจใช้วิธีรัดเข็มขัด แต่ส่วนใหญ่แล้วก็หันมาหาทางเพิ่มภาษี อย่างรัฐบาลไทยเองก็ได้ข่าวแว่วๆ ว่าจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% (ข่าวนี้ได้รับการปฏิเสธไปแล้วว่าขณะนี้ยังไม่เพิ่ม แต่อนาคตไม่แน่) สิ่งที่จะมาแน่ ๆ คือการเพิ่มภาษีบาป ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แม้แต่การใช้โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ซึ่งฟังดูดีในแง่สังคม

 ท่านผู้อ่านเตรียมตัวเผชิญกับพายุ 2 ลูกนี้ไว้หรือยัง

นายหนูใหญ่ / [email protected]