
มติศาลสังคมสับสน?
ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้เวลาอ่านเพียง 45 นาที แตกต่างไปจากการวินิจฉัยคดีทำนองเดียวกันก่อนหน้านี้ ซึ่งศาลใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และประชาชนไม่มีคำถามมากนัก
เช่น คราวเมื่อยุบพรรคไทยรักไทย ด้วยเหตุผล เป็นพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย หรือแม้กระทั่งการยุบพรรคชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย เนื่องเพราะเป็นการวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ไม่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานใดๆ และการอ้างเหตุในคำวินิจฉัยก็มีความซับซ้อน ทั้งในประเด็นการทำหน้าที่นายทะเบียนพรรคการเมืองของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ และการยื่นเอกสารคำร้องต่างๆ ที่กลายเป็นปม “เงื่อนเวลา” ทำให้พรรคประชาธิปัตย์รอดชีวิตไปอย่างหวุดหวิด
หลายคนยังคงตั้งข้อสงสัยว่า ไฉนศาลรัฐธรรมนูญจึงเลือกที่จะวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียว โดยไม่รับฟังข้อเท็จจริงที่ทั้งฝ่ายอัยการผู้ร้อง และพรรคประชาธิปัตย์ผู้ถูกร้องได้นำสืบต่อสู้และหักล้างกันมานานหลายเดือน เหตุผลอาจเป็นไปด้วยการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของฝ่ายผู้ถูกร้อง และวิธีพิจารณาความตามปกติของศาล ที่หากมีข้อต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคดีโดยทั่วไป ศาลก็ต้องวินิจฉัยก่อน เช่น โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ อายุความขาดแล้วหรือไม่ คู่ความได้ปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนก่อนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ถ้าฟังว่า คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือระเบียบปฏิบัติ ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป
ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลได้อธิบายประชาชนเมื่อวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน ในประเด็นตุลาการเสียงข้างมาก ได้แก่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 3 เสียง วินิจฉัยให้ยกคำร้อง เนื่องจากความเห็นของประธาน กกต.ที่ลงมติไว้เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน ในการประชุม กกต.เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 นั้น ไม่ถือเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ดังนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง และการให้ความเห็นชอบของ กกต.เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนของสาระสำคัญ ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้ ในขณะที่ตุลาการอีก 1 เสียง วินิจฉัยในเรื่องเงื่อนเวลา 15 วัน
ดังนั้น มติ 4 : 2 ที่ทำให้คนโดยทั่วไปเข้าใจว่า เป็นเรื่องเงื่อนเวลา 15 วัน จึงคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง เพราะมติ 3 ใน 4 นั้น คือมติในประเด็นเรื่องความเห็นให้ยุบพรรค ซึ่งต้องเสนอโดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ถึงแม้ว่าจะเป็นคนคนเดียวกันกับประธาน กกต. แต่การลงมติในครั้งแรกเป็นเพียงคำวินิจฉัยส่วนตน ไม่ใช่ความเห็นและข้อเสนอของนายทะเบียนพรรคการเมือง จึงถือว่าผิดขั้นตอน นี่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถวินิจฉัยและทำให้ง่ายสำหรับคนโดยทั่วไป ซึ่งมิได้มีพื้นฐานทางด้านกฎหมาย หรือมิได้ติดตามเรื่องนี้มาแต่ต้น และคงไม่ใช่ความผิดของ กกต.ซึ่งก็ประกอบด้วยอดีตผู้พิพากษาและอัยการอาวุโส ที่รู้และเข้าใจเรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี เพราะปัญหาข้อกฎหมายนั้น ถือเป็น “ดุลพินิจ” ที่จะตัดสินไปในทางใดก็ได้



