ข่าว

ดร.โกร่งรับมีพรรคทาบเล่นการเมืองจริง

ดร.โกร่งรับมีพรรคทาบเล่นการเมืองจริง

01 ธ.ค. 2553

“ดร.โกร่ง”รับมีพรรคการเมืองทาบทามให้ร่วมงานจริง ยันตอนนี้ยังไม่คิดเล่นการเมือง ชี้ประเทศไทยพัฒนาปชต.ช้า เหตุมาจากขาดกลุ่มผู้นำ-ปัญญาชน แนะ ต้องพัฒนานักการเมืองให้เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมการเมืองปชต.

(1ธ.ค.) ที่โรงแรมสยามซิตี้ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยทาบทามให้มาร่วมทีมเศรษฐกิจ ว่า ตนอยู่ในวงการเมืองมานานก็มีทุกพรรคทาบทามให้ร่วมงานด้วยมากว่า 30 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองในการให้ความเห็นต่างๆ ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีอายุ และน่าจะมีความเห็นที่เป็นประโยชน์ และหากรัฐบาลไหนขอความเห็นมา ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในฐานะที่เป็นประชาชนผู้มีประสบการณ์

 “ของอย่างนี้ยืนยันไม่ได้ แต่หากมีความจำเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีความคิดเรื่องเข้าสังกัดพรรคการเมือง” ดร.วีรพงษ์กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามองการเมืองในขณะนี้อย่างไร ดร.วีรพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะการพัฒนาการเมืองของเราตามหลังการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเราก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา

ชี้พัฒนาปชต.ช้าเหตุขาดกลุ่มผู้นำ-ปัญญาชน

ทั้งนี้เมื่อเวลา 09.30 น. ในการจัดการเสวนาหัวข้อ “นักการเมืองรุ่นใหม่-กับแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต” จัดโดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยร่วมกับมูลนิธิคอนราดอเดนาวร์  โดยดร.วีรพงษ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นักการเมืองรุ่นใหม่-กับแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต” ว่า การที่ประเทศจะพัฒนาไปได้นั้น การพัฒนาด้านการเมืองเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และการพัฒนาทางการเมืองก็ต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศด้วย ทั้งระดับท้องถิ่นและปัจเจกชน ต้องพัฒนาตัวเอง ความคิดไปในทางประชาธิปไตย เพราะกระแสของโลก พลังการผลิต พลังสื่อมวลชน ระบบโทรคมนาคมต่างๆ ได้ทำลายระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้น หากประเทศใดหรือสังคมใดฝืนกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยแล้วก็จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมชะงักงัน ติดขัด และไม่ราบรื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักดีทั่วโลกอยู่แล้วว่าการพัฒนาแนวทางประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่จำเป็นทุกสังคม  

 ดร.วีรพงษ์ กล่าวว่า สังคมไทยนั้นหลายคนวิจารณ์ว่าไม่เหมาะที่จะพัฒนาระบอบการเมืองไปในทิศทางของระบอบประชาธิปไตย แต่ตนกลับเห็นว่าสังคมไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 70 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เรามีคุณลักษณะ มีการเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยิ่งคือ 1. คนไทยมีความอดทน   อดกลั้นต่อความแตกต่าง 2. การประนีประนอม ซึ่งต่างจากสังคมอื่นที่นิยมความรุนแรง ประชาธิปไตยคือระบบที่ปฏิเสธความรุนแรง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบสันติ และต่อเนื่อง ไม่ใช้ความรุนแรง 3. การเปิดโอกาสทั้งเรื่องชนชั้น ศาสนา แต่ทุกสังคมย่อมมีชนชั้น แต่การแบ่งและเครื่องการแบ่งชนชั้นได้เปลี่ยนไป จากการเป็นชนชั้นผู้ดี ขุนนาง กับชนชั้นไพร่ ที่เป็นชาวนากรรมกรค่อยๆ เลือนหายไป   และ 4. สังคมไทยเป็นสังคมเปิดต่อวัฒนธรรมของโลก ไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้านมาก   พยายามให้เทียบทันต่อนานาอารยประเทศ ดังนั้น ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นคุณลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครเหมาะที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์นี้

 ดร.วีรพงษ์ กล่าวต่อว่า เหตุที่ประเทศไทยพัฒนาประชาธิไตยแบบติดๆ ขัดๆ ไม่ต่อเนื่อง แม้จะมีคุณลักษณะที่เหมาะสม เนื่องจากเราไม่ค่อยมีผู้นำ มีเพียง 4 กลุ่มเท่านั้น กลุ่มแรกคือกลุ่มปัญญาชน ที่เป็นผู้นำทางความคิดทางจิตวิญญาณของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากจะฝากกับคนรุ่นใหม่ คือ ความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็น ทางจริยธรรม ที่เราต้องมาทบทวนกันใหม่ กลุ่มพรรคการเมือง ที่เป็นเอเย่นที่สำคัญที่จะนำประเทศชาติไปสู่ความก้าวหน้าในการพัฒนาการเมือง แต่พรรคการเมืองเราล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อย ที่ไม่ล้มลุกคลุกคลานก็เพราะไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม นับตั้งแต่การปฏิวัติเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2490 ซึ่งเป็นเช่นนี้เรื่อยมา ต่างกับต่างประเทศที่พรรคการเมืองเป็นผู้นำทางความคิด เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย ของเราตรงกันข้าม วัฒนธรรมทางการเมืองของเราไม่เคยเป็นที่ยอมรับ

 ดร.วีรพงษ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มสื่อมวลชน จะเป็นผู้ถ่ายทอดความคิดผู้นำปัญญาชน นักการเมืองให้เผยแพร่ไปสู่สาธารณชน ซึ่งตนคิดว่าสื่อมวลชนยังไม่ได้ทำหน้าที่นี้ และยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าใดนัก และกลุ่มกองทัพ ซึ่งมีทัศนคติที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม บางทีมองระยะสั้นมากกว่าระยะยาวในเรื่องของความมั่นคงทางการเมือง ทางสังคมของประเทศ ไม่เกี่ยวกับชนชั้น เพราะนายทหารมาจากทุกชนชั้น และไม่ได้มาจากชนชั้นร่ำรวยเหมือนอย่างสมัยนี้ด้วยซ้ำ คนรุ่นใหม่ที่เข้าไปเป็นทหารจะสามารถมีส่วนช่วยพัฒนาการเมืองให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งการพัฒนาการเมืองในกระแสประชาธิปไตยเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งหมด ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ดังนั้น ตนจึงขอฝากไปยังคนรุ่นใหม่ว่าอย่าไปคิดว่าบ้านเรามีแต่ปัจจัยลบ แต่ยังมีปัจจัยเอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตยมากกว่าประเทศอื่น เพียงแต่ยังขาดกลุ่มคนที่เป็นผู้นำในทางความคิดเท่านั้น