
ไทยจับมือมะกันสร้างความสำเร็จต่อสู้เอดส์
เนื่องในวันเอดส์โลก วันแห่งการรำลึก และวันแห่งการเฉลิมฉลอง ที่ทุกคนต้องระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์
"พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานเพื่อป้องกัน รักษา และเยียวยาให้แก่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี หลายล้านคนทั่วโลก"
อย่างไรก็ดี วันนี้ยังเป็นวันที่จะเฉลิมฉลองผู้ที่มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น และได้รับการช่วยเหลือจากในประเทศไทย ซึ่งต้องขอบคุณในความพยายามของรัฐบาลไทยในการต่อสู้เชื้อที่ร้ายแรงนี้
ในวันเอดส์โลกปีนี้ เราต้องระลึกว่าเรามีความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างความสำเร็จที่ผ่านมาด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาด ที่ในที่สุดแล้วจะช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น
แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังให้การสนับสนุนความพยายามนี้ต่อไป จากความสำเร็จของแผนการฉุกเฉินของประธานาธิบดี เพื่อบรรเทาปัญหาเอดส์ (U.S. President’s Emergency Plan for AIDS Relief - PEPFAR) รวมทั้งโครงการสุขภาพระหว่างประเทศอื่นๆ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังได้เสนอโครงการริเริ่ม Global Health Initiative ซึ่งจะให้การสนับสนุนโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตเนื่องจากเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์ ตลอดจนปัญหาสุขภาพอื่นๆ และจากการที่สหรัฐอเมริกาลงทุนในกองทุนโลกเพื่อสู้กับปัญหาเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ก็จะทำให้ผู้คนอีกจำนวนมากได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ โครงการ PEPFAR ให้เงินสนับสนุนประเทศไทยในปี 2553 เป็นจำนวน 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (162 ล้านบาท) และจะให้งบประมาณสนับสนุนเท่าเดิมสำหรับปี 2554
ในขณะที่เราประสบความก้าวหน้าอย่างมากในด้านการป้องกัน ดูแลรักษาและเยียวยาการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มว่า อาจต้องเผชิญปัญหาเชื้อเอชไอวีกลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งมีจำนวนสูงสุดในบรรดาผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดยังคงอยู่ในอัตราที่สูงอยู่ เมื่อพิจารณาแนวโน้มดังกล่าว ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรนอกภาครัฐจึงเน้นศึกษาหาวิธีใหม่ๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีในประเทศไทย
โครงการ PEPFAR เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านสุขภาพในภูมิภาคของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) องค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารแห่งสหรัฐอเมริกา (USAMC-AFRIMS) ทั้งนี้ หน่วยอาสาสมัครสันติภาพสหรัฐได้เริ่มดำเนินงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2505 และปัจจุบันมีอาสาสมัครทำงานในประเทศไทยประมาณ 90 คน โดยบางคนทำงานเกี่ยวกับการป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์
นอกจากนั้น สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกายังมีประวัติความร่วมมืออันยาวนานกับประเทศไทย และปัจจุบัน สถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases) ได้ให้ทุนสนับสนุนกว่า 30 โครงการในประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายการวิจัยทดลองทางคลินิกด้านเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์ (HIV / AIDS Clinical Trials Networks)
แนวทางการดำเนินงานเหล่านี้เป็นที่ยอมรับว่ามีประสิทธิผลในการเข้าถึงชุมชนที่ถูกสังคมดูแคลน เช่น กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยผ่านการสื่อสารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การใช้ถุงยางอนามัยและโครงการบริการสู่ภายนอกต่างๆ สำนักงานอนามัยครอบครัวระหว่างประเทศ (Family Health International - FHI) และ Pact ซึ่งเป็นหน่วยงานคู่ความร่วมมือของ USAID ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานด้านสุขภาพในต่างจังหวัดเพื่อช่วยให้กลุ่มต่างๆ ในชุมชนได้รู้จักกับการบริการต่างๆ เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี เช่น การให้คำปรึกษา และการตรวจสอบตลอดจนการบริการสุขอนามัยชุมชนเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้แต่เนิ่นๆ ซึ่งมีผลต่อการมีอายุยืนนานขึ้น
ความสำเร็จอีกประการของความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยในการต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์คือ โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 ที่ดำเนินการที่ชลบุรีและระยอง ซึ่งวัคซีนที่ใช้นี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ RV144 นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำการวิจัยมากว่าสองทศวรรษที่การทดลองได้แสดงให้เห็นว่า วัคซีนป้องกันเชื้อเอชไอวีปลอดภัยและมีประสิทธิผล เป็นการให้ความหวังบนเส้นทางที่มืดมน
จากการค้นพบวัคซีน RV144 นี้ AFRIMS มีแผนที่จะดำเนินการทดลองต่ออีกสองครั้งในปีหน้าเพื่อศึกษาระบบการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ที่มีต่อวัคซีนที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยร่วมมือกับหน่วยงานคู่ความร่วมมือต่างๆ ซึ่งได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข Thai AIDS Vaccine Evaluation Group และสถาบันวิจัยอื่นๆ
ในวันเอดส์โลกปีนี้ เราขอรำลึกถึงชีวิตที่สูญเสียและเฉลิมฉลองชีวิตที่เราได้ช่วยรักษา แต่เราจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ ด้วยการทำงานร่วมกัน เราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้สำเร็จด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาดเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้น
เอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย



