
หาช่องลดค่าพลังงานอุ้มชาวบ้านก.พลังงานศึกษาทั้งระบบคาดเสร็จสัปดาห์หน้า
ก.พลังงานเร่งศึกษาราคาพลังงานทั้งระบบ หาทางช่วยลดค่าครองชีพประชาชน คาดเสร็จในสัปดาห์หน้า สนพ.เผยแยกแอลพีจีเป็น 2 ตลาด ราคารอรัฐบาลตัดสินใจ ส่วนค่าไฟฟ้าอาจลงยากแม้ต้นทุนผลิตลดลง เหตุแบกภาระค่าเอฟทีอยู่ 2-3 พันล้านบาท จูงใจเอกชนรับซื้อแอลพีจีในราคาตลาดโลก
นายเมตตา บันเทิงสุข รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาปรับโครงสร้างพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเร่งสรุปการศึกษาข้อมูลราคาพลังงานทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ราคาก๊าซ และไฟฟ้า เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะเสนอต่อนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอคณะกรรมการปฏิรูปประเทศอีกครั้ง ดังนั้น น่าจะมีข่าวดีให้ประชาชนทั้งราคาไฟฟ้าและราคาก๊าซ
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงการแยกราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจีเป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดภาคครัวเรือนและขนส่ง และตลาดอุตสาหกรรมกับปิโตรเคมี ว่าจะเสนอทางเลือกให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนเรื่องไฟฟ้าต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ว่าจะลดค่าไฟให้ประชาชนหรือไม่ แม้ขณะนี้ต้นทุนการผลิตลดลง เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีภาระค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ค้างอยู่ 2,000-3,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่สูงถึง 2 หมื่นล้านบาท
ส่วนการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นนั้น ขณะนี้ได้หารือกับกลุ่มโรงกลั่นแล้ว โดยจะรับซื้อแอลพีจีที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในราคาตลาดโลก เพื่อจูงใจกลุ่มโรงกลั่นผลิตแอลพีจีป้อนตลาดเพิ่ม ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ จากเดิมที่ตรึงราคาหน้าโรงกลั่นไว้ที่ตันละ 330 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มโรงกลั่นมีกำลังผลิตแอลพีจีเดือนละ 1.4 แสนตัน แต่ขายเข้าระบบเพียงเดือนละ 3.4 หมื่นตันเท่านั้น ที่เหลือใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเป็นเชื้อเพลิงของโรงกลั่น
"คาดว่าหากรับซื้อแอลพีจีราคาตลาดโลก จะส่งผลให้มีแอลพีจีเพิ่มขึ้นเดือนละ 5 -6 หมื่นตัน ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าได้ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะประหยัดเงินชดเชยได้ รวมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งอีกด้วย" นายวีระพลกล่าว
นายวีระพลกล่าวถึงความคืบหน้าในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า คลังเก็บก๊าซแอลเอ็นจีจะเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2554 ซึ่งในช่วง 1-2 ปีนี้ ราคาแอลเอ็นจีไม่น่าจะปรับตัวสูงมากนัก และการนำเข้าแอลเอ็นจีช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมาจะซื้อจากตลาดจร เพราะราคาค่อนข้างต่ำ เนื่องจากความต้องการในสหรัฐลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ และสหรัฐขุดพบก๊าซเอง ทำให้การนำเข้าลดลง



