ข่าว

อาชญากรรมในรั้วมหาวิทยาลัย

อาชญากรรมในรั้วมหาวิทยาลัย

01 ธ.ค. 2553

“เก้าอี้กับรถมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาหายเขาสนใจเก้าอี้มากกว่า” สารวัตรป้องกันและปราบปรามเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนถึงความไม่สนใจไยดีในความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่นยกเว้นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ถึงแม้ว่าผู้อื่นในที่นี้จะหมายถึงนักศึกษาหรือบุคลากรที่

 สถิติอาชญากรรมประเภทคดีลักรถจักรยานยนต์สูงจนน่าตกใจและเป็นแรงกดดันให้สถานีตำรวจต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติพยายามหาวิธีการในการปราบปรามกลุ่มแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ ภาพการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ที่ถูกบันทึกได้จากโทรทัศน์วงจรปิดถูกนำมาเปิดในการประชุมเพื่อวิเคราะห์และวางแผนในการดำเนินงาน “คนร้ายรู้ว่ามีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดติดอยู่” นายตำรวจพูดขึ้นและต่อด้วยเสียงของผู้จัดการหอพัก”นี่ ขนาดมันรู้ว่ามีกล้องมันยังกล้า แล้วถ้าไปจอดไว้ในที่ลับตาคนไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ" เพียงไม่ถึง 5 วินาที รถจักรยานยนต์ถูกขับออกไปโดยผู้ไม่ใช่เจ้าของ

 “ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รถหายมากเลย หายทุกวันพอมหาวิทยาลัยมาร่วมมือกับตำรวจรถหายน้อยมาก นี่จะครบเดือนแล้วยังไม่มีรถหายเลย ไปบอกมหาวิทยาลัยในพื้นที่ของคุณเลยให้ทำโครงการเหมือน มช.” นายตำรวจใหญ่บอกกล่าวผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมค้นหาหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่องาน เชื่อมประสานองค์ความรู้ในการป้องกันอาชญากรรม เมื่อป้องปรามการโจรกรรมรถในเขตพื้นที่รอบนอกได้ ทำให้อาชญากรเปลี่ยนพื้นที่เป้าหมายไปยังพื้นที่อื่น และในมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือพื้นที่เป้าหมายสำคัญถึงแม้ว่าจะมีรั้วรอบขอบชิด มีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มหาวิทยาลัยจ้างมาเพื่อดูแลเฉพาะทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเท่านั้น

 ทำให้ความสนใจในการตรวจตราเฝ้าระวังการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ไม่ดีนัก “บุคลากรกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็มีปัญหาขัดแย้งกันอยู่ ทำให้การบริหารจัดการไม่มีเอกภาพ มีปัญหาเยอะ ถ้าเลี่ยงอะไรได้เขาก็จะเลี่ยง อย่างเรื่องรถนักศึกษาหายเนี่ย เขาก็บอกว่ามหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายให้นักศึกษาขี่รถจักรยานยนต์มาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่มหาวิทยาลัยจะต้องรับภาระรถของนักศึกษาหาย?" เหตุผลมากมายถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อแสดงความชอบธรรมที่จะไม่ต้องรับผิดชอบหรือรับภาระใดๆ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับบุคลากรของสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่ควรทำหน้าที่ปลูกฝังสำนึกของความรับผิดชอบต่อการสร้างสังคมที่ดีและปลอดภัยร่วมกัน มิใช่ปัดภาระให้พ้นตัวโดยไม่สนใจไยดีต่อปัญหาความเดือดร้อนของผู้อื่น แม้กระทั่งกลุ่มคนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับสถาบันโดยตรง

 “มีคนบุกไปยิงรองคณบดีถึงในที่ทำงานในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าทุกห้องทำงานปิดไฟเงียบไม่มีใครยอมเป็นพยานให้แก่ตำรวจแม้แต่คนเดียว” สารวัตรพูดย้ำถึงการขาดสำนึกร่วมของคนในชุมชนเดียวกัน ถึงเวลาที่สังคมควรจะตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตผู้มีปัญญามารับใช้สังคมว่า ในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่และบทบาทนี้มากแค่ไหน? บทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งรวมของปัญญาชนมีบทบาทในการชี้นำ และเป็นต้นแบบที่ดีแก่ผู้คนในสังคมได้มากน้อยเพียงใด? โดยเฉพาะสำนึกต่อการพัฒนาสังคมโดยจิตอาสา

 “แต่ถึงแม้ว่า จะเป็นการยากลำบากที่จะทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าใจและให้ความร่วมมือในการป้องกันและลดอาชญากรรมในพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย แต่พวกผมก็จะทำ จะพยายามทำให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ เพราะถึงอย่างไร เราก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ดี หากเกิดคดีลักรถขึ้น ถ้าเราไม่สามารถทำให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมได้ เราก็ต้องทำงานคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว...เดียวดายต่อไป” สารวัตรป้องกันและปราบปรามแสดงความรู้สึกที่จะไม่ย่อท้อต่อการไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย...สถาบันอันทรงเกียรติที่ทำหน้าที่ผลิตผู้ที่มีภูมิปัญญา หรือว่าแท้ที่จริงแล้วบทบาทและวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในระบบทุนนิยมนั้นได้เปลี่ยนแปลงการให้คุณค่าต่อการผลิตสร้างบุคลากรที่มีสำนึกที่ดีต่อสังคมไปแล้ว เหลือเพียงการคิดถึงเพียงแค่...จุดคุ้มทุน เท่านั้น?

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข