ข่าว

องค์กรอิสระพลาด-งานเข้ากองทัพ-ตร.

องค์กรอิสระพลาด-งานเข้ากองทัพ-ตร.

01 ธ.ค. 2553

แม้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ จะจบลงก็ตามที แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องรอลุ้นอีก 1 คดี เกี่ยวกับเงินบริจาค 258 ล้าน

 เพราะคดี 29 ล้านบาทที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า "ขาดอายุความ" นั้น กกต.ปฏิเสธไม่ได้เลยที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ

 ส่วนจะรับผิดชอบอย่างไร แค่ไหน ในที่ประชุม กกต.ในเช้าวันถัดมาผู้ที่เข้าประชุมน่าจะ "เข้าใจ" ขอบเขตการทำหน้าที่และการแสดงความรับผิดชอบ

 นั่นเป็นเหตุเฉพาะหน้าที่ต้องเดาใจสังคมว่า อยากให้ทำอะไร อย่างไร?

 แต่ในอนาคตนั้น กกต.นับเป็นเป้าหมายสำคัญของนักการเมือง ที่จะเข้ามาควบคุม หรือเอาเป็นพวกพ้องให้การก้าวเข้าสู่อำนาจนั้นราบรื่น และเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม

 อำนาจที่ล้นเหลือ แต่ก็เกิดความผิดพลาดเสียตรงนี้ ไม่เพียงแค่นักการเมืองที่อยากเปลี่ยนแปลง กกต. หากแต่นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป รวมถึง "กองทัพ" เองก็อยากเห็น กกต.ในรูปแบบใหม่

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพมองว่า กกต.จะเดินหน้าอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์การกดดันจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะการทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบพฤติกรรมทางการเมือง เพราะสิ่งที่จะตามมาคือ “วิกฤติ” ที่ กกต.จะต้องเจอศึกหนัก แรงบีบคั้นจากทุกทิศทางอาจจะส่งผลถึงขั้น “ออก” ยกคณะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการทำลายความน่าเชื่อต่อการปฏิบัติหน้าที่

 แต่การออกทั้งคณะก็หาใช่เป็นคำตอบสุดท้ายให้แก่สังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และความคาดหวัง

 ทว่าโจทย์ที่จะต้องคิดกันก็คือ จะทำอย่างไรให้องค์กรอิสระที่ใกล้ชิดกับ "การเมือง" รวมทั้ง "อำนาจและผลประโยชน์" เช่นนี้มีความน่าเชื่อถือ เป็นกลาง บริสุทธิ์ ยุติธรรม

 จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องผ่าโครงสร้าง กกต.ใหม่ทั้งหมด

 ที่มาของ กกต.นั้นยังจะต้องเป็นไปในรูปแบบเดิมหรือไม่

 จำเป็นไหมที่จะต้องให้ฝ่ายอื่น หรือกระทั่ง ส.ส. ส.ว.เข้ามาเป็นหนึ่งในกรรมการ กกต.เพื่อตรวจสอบถ่วงดุล

 เช่นเดียวกับอำนาจของ กกต.ยังจะให้เป็นเช่นที่ผ่านมาหรือไม่

 รวมไปถึงฝ่ายกฎหมายที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะชัดเจนแล้วว่า กลายเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความเรียบร้อย หรือเกิดความผิดพลาดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 และเมื่อมาผนวกกับเหตุการณ์คลิปตุลาการ ที่เขย่าศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติออกมาเช่นนี้ คำว่า "สองมาตรฐาน" ที่ดังกระหึ่ม จะกลายเป็นขนมผสมน้ำยา สร้างปัญหาปั่นป่วนกันไปหมด

 อย่าว่าแต่ภายในศาลรัฐธรรมนูญเองก็ยังสะสางเรื่องตัวเองไม่เรียบร้อย ทำได้แต่เพียงไปฟ้องร้องให้เป็นคดีความ แต่คนที่ถูกฟ้อง ก็ใช้โลกาภิวัตน์แฉข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

 มวลชนคนที่ไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม และเลือกข้างทางการเมือง ก็มีโอกาสที่จะลุกขึ้นสร้างปัญหาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อกลางปีที่ร้ายแรงจนถึงเผาบ้านเผาเมือง

 เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้รับผิดชอบความมั่นคงต่างก็อยู่ในภาวะหนักอก

 เพราะองค์กรที่น่าจะเป็นหลักกลับมาป่วยเสียเอง

 ผลก็คือ โอกาสที่กลุ่มคนที่ไม่พอใจรัฐบาลหรือกลุ่มที่เสียประโยชน์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสื้อแดงอาจจะออกมาก่อเหตุก่อกวนป่วนเมือง

 ในขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีการออกมาเตือนแล้วว่า นับแต่หลังมีคำพิพากษาคดียุบพรรค ไปจนถึงปลายปี โอกาสที่จะเกิดเหตุรุนแรงนั้นมีขึ้นได้ทุกเมื่อ

 ดูจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศอฉ.สั่งให้หน่วยงานด้านการข่าวที่ขึ้นตรงกับ ศอฉ. กวดขันลงพื้นที่อย่างเข้มข้น เฝ้าระวังเหตุการณ์ร้ายตลอด 24 ชั่วโมง

 เพราะเชื่อว่า ยังมีบุคคลที่สาม หรือ "มือที่สาม" จะอาศัยจังหวะเวลานี้ที่กระแสความไม่พอใจการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ฉวยจังหวะก่อเหตุ สร้างปัญหาในการบริหารประเทศให้แก่รัฐบาล

ทีมข่าวความมั่นคง