
ชี้คดี258ล.กับคดี29ล.กม.คนละมาตรา
"อภิสิทธิ์" ชี้คดี 258 ล.กับคดี 29 ล. กฎหมายคนละมาตรา ย้ำ ปชป.ชนะคดีไม่ได้ชนะฟาวล์ ทีมอัยการคดียุบพรรค ปชป. มั่นใจ คดีเงินบริจาคไม่หลุด พร้อมตั้งรับทีมกฎหมาย ปชป. ร้องศาล รธน.สั่งจำหน่ายคดีวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้น หลังยกคำร้องคดีใช้เงินผิดวัตถุประสงค
เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 30 พ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีเงิน 29 ล้านบาท ซึ่งศาลยกคำร้องของกกต.ว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะคดีโดยสมบูรณ์แบบหรือไม่ ว่า “กระบวนการของศาลก็เป็นไปตามกฎหมาย ท่านวินิจฉัยประเด็นที่ท่านตั้งไว้ 5 ประเด็น ท่านก็วินิจฉัยพอถึงประเด็นที่ 2 ย้อนกลับมาที่ 1 และท่านก็บอกว่าเมื่อวินิจฉัยอย่างนี้แล้วท่านก็ไม่วินิจฉัยในประเด็นอื่นๆ”
เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทยระบุว่าศาลยังไม่มีการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงจะดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้งสามารถทำได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเขามีอำนาจหน้าที่อย่างไร ส่วนที่จะมีการนำประเด็นดังกล่าวไปหาเสียงกับประชาชนนั้นก็สุดแล้วแต่ ทุกคนก็มีสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และบทบัญญัติของกฎหมายที่มีไว้ก็มีเหตุและผลของมัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้มีหลายฝ่ายกังขาว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงิน 29 ล้านบาท ถูกต้องหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ก็ศาลท่านไม่วินิจฉัยน่ะครับ เพราะท่านวินิจฉัยข้อกฎหมายไปแล้ว” เมื่อถามย้ำว่าตกลงพรรคประชาธิปัตย์ชนะฟาวล์ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะแต่สีหน้าไม่สู้ดีก่อนกล่าวว่า “ชนะคดีครับ”
เมื่อถามว่าในส่วนประเด็นการใช้เงิน 29 ล้านบาทนั้นทางพรรคประชาธิปัตย์จะชี้แจงเพื่อคลายข้อกังขาของประชาชนอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคชี้แจงไปหมดแล้ว และถ้าได้ติดตามการสืบพยานในชั้นศาลคนที่เขารับเงินไปเพื่อไปจัดทำป้ายก็มีการยืนยันว่ามีการทำป้ายจริงและรับเงินไปจริง ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จ่ายเงินจริง ก็ไม่ได้มีการสืบหักล้างตรงนี้ แต่ศาลท่านก็ไม่ได้วินิจฉัย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมครม.วันนี้ ตนได้เข้ามาร่วมประชุมในช่วงท้าย แต่ก็ได้พูดคุยกับครม.ว่าทุกฝ่ายควรช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนและช่วยรักษาบรรยากาศของบ้านเมือง ซึ่งเวลาที่มีคำวินิจฉัยของศาลออกมาก็จะมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ ดังนั้นจึงต้องเผยแพร่เหตุผลของศาลให้ชัดเจน เพราะเมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยแล้วก็จะจบในส่วนของศาล แต่คนที่ไม่พอใจก็จะแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางต่อเนื่อง จึงขอให้ช่วยเผยแพร่คำวินิจฉัยและเหตุผล เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเมื่อศาลทำหน้าที่แล้วก็เหมือนจะโดดเดี่ยว เพราะไม่มีใครช่วยอธิบายเหตุผลของท่านให้ประชาชนฟัง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทว่า ขณะนี้ยังไม่มีการประชุมคณะกฎหมายในเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ คณะกฎหมายของพรรค ระบุว่ากำลังเตรียมยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้จำหน่ายคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท โดยยึดแนวทางของการตัดสินคดีเงิน 29 ล้านบาท นั้น ส่วนตัวเห็นว่าถ้าจะไปขออย่างนั้นก็ต้องมีเหตุผล แต่กรณีของทั้ง 2 คดี ช่องทางการฟ้องจะเป็นคนละมาตรากัน ก็ต้องไปดูก่อนความจริงข้อต่อสู้ในเชิงข้อกฎหมาย พรรคก็ได้มีการยื่นไว้เป็นส่วนหนึ่งของคำชี้แจงในคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทเช่นเดียวกัน แต่ประเด็นที่ศาลท่านวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นกรณีของมาตรา 93 แต่คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทนั้นต้องไปใช้กฎหมายมาตรา 95
เมื่อถามว่าแสดงว่าคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท นั้นไม่สามารถจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับคดีเงิน 29 ล้านบาท ที่กระบวนการยื่นฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของระยะเวลา 15 วัน ไม่ใช้กับกรณีคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท เมื่อถามว่าหลังจากที่ศาลตัดสินคดีเงิน 29 ล้านบาทผ่านพ้นไปแล้ว มีความคาดหวังแค่ไหนกับคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ ยังหรอกครับ ก็ยังไปดูข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ”
เมื่อถามว่าแม้คดีเงิน 29 ล้านบาทจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่วันนี้แรงกดดันก็ยังคงอยู่ที่ศาลและรัฐบาล เนื่องจากยังมีคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทอยู่ ทำอย่างไรจึงจะลดสถานการณ์ให้สงบลง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็พยายาม อย่าลืมว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ตามกติกาที่มีอยู่ รัฐบาลหรือพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่คนที่ไปกำหนดกติกาเหล่านี้ เราอยู่ภายใต้กติกาอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับทุกคน เราไม่อยู่ในฐานะที่จะไปบอกว่าคนที่ตัดสินจะต้องตัดสินอย่างไร ในประเด็นอะไร เรามีหน้าที่ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และต่อสู้คดี ซึ่งเราก็ได้ทำหน้าที่ของเรา แต่การวินิจฉัยจะเป็นอย่างไรศาลเป็นผู้มีอำนาจ และท่านก็ได้ให้เหตุผลไว้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครม.ตนได้กำชับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในระหว่างการประชุม ครม.ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับบรรดาคณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เตือนสุเทพให้สัมภาษณ์ระวังปลุกม็อบ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนได้ย้ำกับครม.ว่าทุกคนต้องช่วยกันอย่าให้เกิดเงื่อนไขความขัดแย้ง ซึ่งตนได้พูดตรงๆถึงการสัมภาษณ์หรือพูดจาก็ขอให้ระมัดระวัง อย่าให้ไปกระทบกระทั่งกับกลุ่มต่างๆ ก็จะเกิดปฏิกิริยา ในขณะที่เราต้องการให้บรรยากาศของบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เมื่อถามว่าล่าสุดนายสุเทพให้สัมภาษณ์แบบนั้น นายกฯ กล่าวว่า ก็ถึงได้เตือนนายสุเทพในครม.ไปแล้ว จึงไม่ต้องพูดส่วนตัวหรอก "ก็พูดถึงการสัมภาษณ์ของท่าน ก็ได้เตือนแล้วครับ"
เมื่อถามว่าการให้สัมภาษณ์ยั่วยุอาจจะเป็นการเรียกแขก นายกฯ กล่าวว่า "ผมก็ใช้คำนี้แหละครับ ซึ่งเป็นการเรียกแขกโดยไม่ออกบัตรเชิญด้วยครับ" ทั้งนี้นายสุเทพก็เข้าใจและท่านก็บอกว่าคล้ายๆเป็นการตอบโต้ เนื่องจากถูกโจมตี ผมก็ได้บอกไปว่าเราต้องอดทน ”
สำหรับการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น นายกฯ กล่าวว่า กรอบแนวคิดของรัฐบาลยังคงเหมือนเดิมคือการใช้สิทธิทางการเมืองที่มีกฎหมายและรัฐธรรมนูญรองรับนั้นจะต้องใช้ได้ แต่ก็ต้องช่วยกันบริหารจัดการทุกอย่างให้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างเช่นระยะหลังไม่ว่ากลุ่มไหนจะชุมนุม เจ้าหน้าที่จะไปพูดคุยกับแกนนำเพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจว่ากรอบของกฎหมายเป็นอย่างไร และขอให้ช่วยบริหารจัดการการชุมนุมให้อยู่ในความเรียบร้อย ส่วนประเด็นที่มีการชุมนุมเรียกร้องมานั้นตนก็ยืนยันว่าจะรับฟังในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งอันไหนเห็นว่ามีเหตุมีผลก็รับมาดูว่าจะทำอะไรบ้าง แต่อะไรไม่เห็นด้วยก็จะพยายามชี้แจงเหตุผล
เมื่อถามถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 11 ธ.ค.เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นห่วงประเด็นหนังสือสัญญาและกรอบการเจรจาจะต้องผ่านรัฐสภาและรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ซึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะยังไม่เคยเห็นใครโต้แย้งในสภาฯ ในการที่จะแปรญัตติให้เป็นเช่นนั้น เพราะมันไม่ใช่เจตนาตั้งแต่ต้นที่จะไปออกกฎหมายลูก และจะเห็นว่าตัวกฎหมายลูกออกได้เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถออกมาเรื่องของเขตแดนได้ และเมื่อคณะกรรมาธิการเริ่มดำเนินการเมื่อไรก็จะมีความชัดเจน
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงของคณะกรรมาธิการชายแดนไทย-กัมพูชา (เจบีซี) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องเจบีซีนั้นก็ยังไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการฯได้พิจารณากันไปถึงไหนอย่างไร แต่ก็ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้นำไปสู่ผลอะไรทั้งสิ้น เพราะไม่ได้มีการนำข้อตกลงหรือข้อสรุปใดๆ มาให้รัฐสภารับรอง เป็นเพียงการรายงานบันทึกการประชุมเพื่อให้กลไกต่างๆ มันเดินต่อได้
สั่ง"สุเทพ"เข้มความปลอดภัยตลก.รธน.
นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (30 พ.ย.) นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี 4 ประเด็นหลักๆ คือ 1.ยืนยันและมอบหมายกำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านมุ่งมั่นทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไป โดยที่รัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน และปัญหาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
2.มอบหมายให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแล ทำหน้าที่อธิบายเหตุผล กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ถูกต้องในเรื่องนี้ 3.มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จัดระบบดูแลในเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้กับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกรงจะมีปัญหาเรื่องการข่มขู่คุกคาม และ 5.กำชับหน่วยงานความั่นคง และประสานงานกับ ศอฉ. ในการดูแลรักษาความปลอดภัยงานราชพิธี และงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา วันที่ 5 ธ.ค. 2553 รวมทั้งงานเฉลิมฉลองทุกงานในเดือนธันวาคม ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
นายปณิธาน กล่าวว่า นอกจากนี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะตัวแทนอาวุโสสูงสุด และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล ได้กล่าวในที่ประชุม ครม.ว่ายินดีที่พรรคประชาธิปัตย์ผ่านพ้นเรื่องคดีความมาได้ พร้อมกับแถลงยืนยันทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของประชาชน
ทีมอัยการคดียุบพรรคปชป.มั่นใจคดีเงินบริจาคไม่หลุด
นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด หนึ่งในคณะทำงานอัยการชุดใหญ่พิจารณาสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ระบุจะยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจำหน่ายคดีที่อัยการสูงสุด ยื่นเรื่องยุบพรรคกรณีเงินบริจาค จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส์ แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เป็นเงิน 263,151,000 บาท หลังจากตุลาการมีมติ 4 ต่อ 2 ยกคำร้องยุบพรรคใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านบาทจากการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าพ้นกำหนด 15 วัน จากวันที่ปรากฏเหตุให้ยุบพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.52 ว่าหากฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นดุลยพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยต่อไป
ขณะที่อัยการพร้อมจะทำคำให้การคัดค้านประเด็นข้อกฎหมายหากศาลจะสอบถามในฐานะคู่ความ ซึ่งอัยการมองว่าการยื่นคำร้องยุบพรรคทั้ง 2 เรื่อง มูลเหตุคนละกรณี บทกฎหมายที่ใช้บังคับคนละมาตรากัน โดยข้อพิพาทการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านเป็นการใช้อำนาจนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นเอง ส่วนเรื่องรับเงินบริจาคโดยไม่ถูกต้องไม่ต้องแจ้งนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นโดยอำนาจอัยการสูงสุด ซึ่งการใช้อำนาจการยื่นแต่ละส่วนมีระยะเวลากำหนดไว้อยู่แล้ว ในส่วนของอัยการได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ให้อำนาจพิจารณาและตั้งคณะทำงานเพื่อสรุปความเห็นยื่นภายใน 30 วันแล้วไม่ได้ละเลยพิจารณาข้อกฎหมาย
ด้าน นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการฝ่ายคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน หนึ่งในคณะทำงานอัยการรับผิดชอบว่าความคดียุบพรรคกรณีเงินบริจาคในชั้นศาล กล่าวว่า หากทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นเรื่องตัดฟ้องให้จำหน่ายคดีเงินบริจาค ก็ต้องดูว่าจะอ้างอิงข้อกฎหมายใด เพราะชัดเจนว่าการยื่นเรื่องใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านบาทใช้อำนาจนายทะเบียนพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 92 และ93 ที่ระบุว่าจะต้องยื่นภายใน 15 วัน
ขณะที่มีการนำสำนวนคดียุบพรรคทั้ง 2 เรื่องมาส่งให้อัยการหลังจากวันที่ 21 เม.ย.ที่ กกต.ได้ประชุมครั้งสุดท้ายว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะใช้อำนาจตามมาตรา 93 ยื่นคำร้องเอง ซึ่งอัยการได้พิจารณาแล้วว่าการใช้เงินอุดหนุนผิดวัตถุประสงค์ไม่ใช่อำนาจของอัยการสูงสุดที่จะยื่น ประกอบกับเกรงว่าจะมีปัญหาระยะเวลาการยื่นตามที่กฎหมายกำหนดมาตรา 93 ให้ยื่นภายใน 15 วัน อัยการจึงไม่รับคำร้องเรื่องนี้ไว้ แต่เรื่องเงินบริจาคเห็นว่าอยู่ในอำนาจอัยการสูงสุดยื่นได้ ตามมาตรา 94 และ 95 ดังนั้นหากจะยื่นคำร้องขอจำหน่ายคดีข้อกฎหมายต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งอย่างไร ซึ่งศาลสามารถพิจารณาข้อกฎหมายได้เองโดยไม่ต้องเรียกอัยการสอบถามก็ได้ หรือศาลอาจจะรอสั่งการวินิจฉัยข้อกฎหมายหลังจากการไต่สวนข้อเท็จจริงก็ได้ ขณะที่กระบวนพิจารณาคดีเงินบริจาค หลังจากอัยการสูงสุดยื่นคำร้องแล้ว จนถึงเวลานี้ยังได้รับสำเนาคำให้การแก้ข้อกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้องเลย ทราบเพียงว่าผู้ถูกร้องได้ขอขยายเวลายื่นคำให้การ ดังนั้นคงต้องรอฟังคำสั่งศาลว่าจะนัดคู่ความเมื่อใด อย่างไรก็ดีในส่วนของคณะทำงานได้เตรียมพร้อมเกี่ยวกับเอกสารประกอบสำนวนไว้เรียบร้อยหากเริ่มกระบวนพิจารณาคดี



