
กกต.ยันทำเต็มที่คดียุบปชป.ไม่ลาออก
นักวิชาการจี้"กกต."ลาออกหลังประมาทเลินเล่อ ส่งเรื่องยุบปชป.ช้า ชี้สังคมหมดความเชื่อถือ ระบุหากดื้อไม่ยอมออก วอนผู้ตรวจการฯสอบจริยธรรม เพื่อนำไปสู่การถอดถอน
(30พ.ย.) นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การวิ นิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เต็มไปด้วยความประมาท เลินเล่อ โดยเฉพาะการไม่ส่งเรื่องยุบพรรคตามระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อพิจารณาจากการทำงานที่ผิดพลาดของกกต.หลายครั้งที่ผ่านมา เห็นว่ากกต.ทั้งห้าคนควรพิจารณาตัวเองในทางจริยธรรม ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพราะความน่าเชื่อถือในองค์กรมีเหลือพอที่จะเป็นที่พึ่งพาของสังคมได้หรือไม่ โดยเฉพาะในยามที่มีความขัดแย้งกันสูง องค์กรอิสระต้องได้รับความศรัทธาจากประชาชนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการหาข้อยุติความขัดแย้งต่างๆ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ แต่ถ้ากกต.ยังไม่พิจารณาตัวเองขอเรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าไปตรวจสอบจริยธรรม นำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป
กกต.แจงทำเต็มที่คดียุบปชป.ยันไม่ลาออก
ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ คดีหมดอายุความ นั้น ในช่วงเช้าวันนี้ ( 30 พ.ย.)กกต. ได้มีการประชุม กกต.โดยในที่ประชุมได้มีการหารือถึงมติของศาลรัฐธรรมนูญ โดยตลอดทั้งวันสื่อมวลชนได้โทรศัพท์เพื่อสอบถามความคิดเห็นของกกต.ต่อมติดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งช่วงเย็นจึงสามารถติดต่อนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านการบริหารการเลือกตั้งได้
นายประพันธ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่สำนักกิจการพรรคการเมือง ถึงมติของศาลรัฐธรรมนูญ 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว โดยกกต.ทั้ง 5 คนได้รับทราบคำพิพากษาฉบับย่อแล้ว ส่วนฉบับเต็มยังไม่ได้รับ จึงเป็นแค่การรับทราบตามปกติเท่านั้น และยังไม่มีมติใด ๆ ออกมา ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีว่าได้ทำอย่างเต็มที่แล้วไม่มีการตำหนิ ส่วนในวันที่ 1 ธ.ค. หากได้รับคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ จะมีการประชุมถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง
นายประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทนั้น ขณะนี้พ้นขั้นตอนพ้นจาก กกต.ไปแล้ว มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องระยะเวลา เพราะได้ส่งไปให้ อัยการสูงสุด (อสส.) ไปดำเนินการแล้ว โดย อสส มีกรอบ 30 วันนับแต่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นเรื่องไป คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจะไม่ซ้ำรอบกับกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาการเมือง
“ กรณีคดี 258 ล้านบาทเป็นเรื่องที่มีเงื่อนไขระบุว่ากรณีที่กกต.ส่งเรื่องให้อสส.พิจารณาภายใน 30 วัน ถ้าอสส.ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของกกต.ก็ต้องตั้งคณะกรรมการร่วมกันพิจารณาอีกครั้งภายใน 30 วัน และคณะทำงานร่วมกันระหว่างกกต.และอสส.ก็ทำเสร็จภายในเงื่อนเวลาที่กำหนดแล้วจึงส่งศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่น่าจะมีปัญหาเหมือนในกรณีของคดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้าน ” นายประพันธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นักวิชาการออกมาให้ กกต.แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก นายประพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะคดี เป็นการเกิดเหตุเฉพาะเรื่องเป็นครั้งแรก และเป็นดุลยพินิจเฉพาะของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อรับเรื่องในวันที่ 17 ธ.ค. 52 ท่านก็ต้องเชื่อตามเอกสารของบริษัทตรวจสอบบัญชี และมีความเห็นว่าสมควรยกคำร้องไปแล้ว ท่านก็มีมติในที่ประชุมว่าให้ยกหมด 2 ข้อหา ทั้งกรณี 258 ล้าน และการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท เพราะเชื่อตามเอกสารของบริษัทตรวจบัญชี แต่เมื่อมี กกต. อีก 3 คน ทักท้วง ปธ.กกต.ก็ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ และได้หลักฐานมาเพิ่มเติม แต่ศาลรัฐธรรมนูญถือเอาวันที่นายทะเบียนพรรครับรู้เรื่องคือวันที่ 17 ธ.ค. 52 และให้ยกคำร้องเพราะพ้นระยะเวลา 15 วัน ทำให้ มติ กกต. ที่จะส่งฟ้องในภายหลังไม่มีผล
เมื่อถามอีกว่า กระแสความไม่พอใจต่อคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้ กกต. ตกเป็นจำเลย นายประพันธ์ชี้แจงว่ามันก็เป็นแค่ความเห็นทางกฎหมายที่ไม่ตรงกันเท่านั้น ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นกับศาลมันห้ามไม่ได้ แต่เมื่อตัดสินแล้วทุกฝ่ายควรยอมรับ เพราะเป็นระบบที่เราต้องยึดมั่นในคำตัดสินของศาล
เมื่อถามย้ำว่า นักวิชาการออกมาให้ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น นายประพันธ์กล่าวว่านายทะเบียนพรรคการเมืองและเจ้าหน้าที่ได้ทำตามหน้าที่แล้ว อยู่ดี ๆ จะให้ลาออกไป มันก็ไม่สมเหตุสมผล
“ กฎหมายตรงจุดนี้อาจต้องไปแก้ไขในวันข้างหน้า เพราะเรื่องใหญ่ขนาดยุบพรรค ถ้าบอกว่าอายุความแค่ 15 วันมันก็ออกจะสั้นมากเกินไป ” นายประพันธ์ กล่าว



