
คดีเงินบริจาค258ล.อีกหนึ่งขวากหนามพิสูจน์ศักดิ์ศรีปชป.
ผลการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาในวันนี้ แม้ผลของคดีออกมาจะไม่เหนือความคาดหมาย กล่าวคือ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ แต่คำอธิบายนั้น ถือว่าผิดคาดของหลายๆ คนไปเยอะทีเดียว
การชนะคดีของประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ แทบจะเรียกได้ว่า เป็นการ "ชนะฟาวล์" จากชั้นเชิงและเทคนิคทางกฎหมายที่พรรคมีความช่ำชอง
รูรั่วเล็กๆ ของกระบวนการใน กกต.ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น จนกระทั่งท้ายที่สุดศาลไม่ทันต้องเข้าไปพิจารณาข้อเท็จจริงทางคดีด้วยซ้ำ
ข้ออ้างที่ตอนแรกคาดกันว่าจะเป็นจุดตาย คือ การที่ "อภิชาต สุขัคคานนท์" ไม่ได้ทำความเห็นตามที่กฎหมายกำหนด แต่ประเด็นนี้กลับพลิกความคาดหมาย เมื่อศาลตีความว่า แม้จะไม่ได้ทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ กกต.ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ควบคุมนายทะเบียนพรรคการเมือง
แต่เรื่องกลับถูกตีความว่า วันที่ กกต.มีมติเสียงข้างมากให้ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ดำเนินการเสนอยุบพรรคตามมาตรา 95 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นวันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนว่ามีการกระทำผิดแล้ว
กฎหมายระบุว่า นับแต่วันที่ความปรากฏมีเวลาให้นายทะเบียนพรรคการเมือง 15 วัน ในการเสนอเรื่องต่อ กกต. ซึ่ง ณ ที่นี้หมายถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2552
แต่กว่าที่ประธาน กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก็ปาเข้าไปถึงเดือนเมษายน 2553 แปลความภาษาบ้านๆ คือ "คดีขาดอายุความ"
จะด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการตีความที่ไม่ตรงกัน แต่การตัดสินเช่นนี้สร้างความเคลือบแคลงให้แก่สังคมไม่น้อย เพราะอย่างน้อยข้อเท็จจริงที่สงสัยก็ยังไม่ถูกทำให้คลายสงสัยไป
ข้อเท็จจริงที่ว่าด้วยการออกใบเสร็จย้อนหลัง การออกเช็คที่ยังน่าสงสัย การว่าจ้างทำป้ายโฆษณาก่อนวันที่กำหนดให้ใช้เงิน หรือกระทั่งการออกใบเสร็จให้คนที่ไม่ได้ทำสัญญา
มาถึงขณะนี้ ไม่ว่าเรื่องที่น่าสงสัยจะกลายเป็นสิ่งลึกลับยังไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง แต่งานนี้ถือว่า คดีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้ "ฟอกขาว" ให้แก่ประชาธิปัตย์โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมาย
ส่วนข้อเท็จจริงอีกเรื่องที่ต้องรอดูกันนั้น คือ กรณีการไซฟ่อนเงิน 258 ล้านบาท ที่รับบริจาคจากบริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)
คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท กับคดีการใช้จ่ายเงินผิดประเภทในครั้งนี้ มีข้อเท็จจริงที่เหลื่อมกันอยู่ไม่น้อย แทบจะเรียกได้ว่า เป็นคดีพี่น้องกันเลยทีเดียว
และว่ากันว่า คดีการใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์นี้ เป็นคดีที่เอาผิดได้ง่ายกว่า จึงถูกหยิบยกขึ้นมาก่อน ด้วยคาดว่าจะไม่ต้องไปเหนื่อยต่อสู้กันในกรณีหลัง
เมื่อมาถึงขั้นนี้ สิ่งที่ต้องจับตาดูคือ คดี 258 ล้านบาทนั้น จะทันได้ต่อสู้กันทางข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือจะถูกหยิบข้อกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ มาตีตกไปจนข้อเท็จจริงที่ใหญ่กว่ากลายเป็นความลับดำมืดต่อไป
แต่ที่แน่ๆ คือ เชื่อว่าจะไม่จบลงด้วยเหตุผลเช่นเดียวกัน เพราะข้อกฎหมายที่นำออกมาใช้นั้นมีความต่างกันออกไป
และต้องไม่ลืมว่า คดีนี้ กกต.เป็นคนทำแทบจะทั้งหมดด้วยตัวเอง ขณะที่ "กิตินันท์ ธัชประมุข" อัยการพิเศษฝ่ายคดี เป็นเพียงผู้เข้ามาช่วยว่าคดีในช่วงหลัง
ที่สำคัญคดี 258 ล้านนั้น ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานอัยการสูงสุด และจะกลายมาเป็นผู้ทำคดีนี้ด้วยตนเอง
แม้ว่าเบื้องต้นอัยการสูงสุดจะตีกลับความเห็น กกต. แต่นั่นก็เป็นเพียงพิธีการ เพื่อที่จะมาหารือกันและทำความตกลงเรื่องการดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้
และต้องไม่ลืมว่า แทบทุกครั้งที่อัยการมาว่าคดีให้นั้น ความได้เปรียบของ กกต.จะสูงขึ้นมาก และคดีมักจะเป็นไปตามที่ตั้งเอาไว้
หากทางอัยการสูงสุดเห็นข้อบกพร่องทางกฎหมายย่อยๆ แบบครั้งนี้ คงจะไม่ยอมมาว่าคดีให้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในคดี 258 ล้านนั้น เราคงเห็นชั้นเชิงการต่อสู้ทางกฎหมาย และข้อเท็จจริงที่มากกว่านี้และสนุกกว่านี้
ซ้ำยังน่าเชื่อว่า เราจะเห็นกระบวนการกดดันศาลรัฐธรรมนูญที่หนักกว่านี้ ไม่ว่าจากมวลชน หรือจากมือที่มองไม่เห็น
จากนี้ไปเสียงตุลาการ 4 คน ที่เป็นเสียงข้างมาก คงจะน่วมไม่น้อยเลยทีเดียว และคาดว่าจะหนักขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่ก็ไม่แน่ว่า สุดท้ายคดี 258 ล้าน อาจจะเป็นคดีที่ "ฟอกขาว" ประชาธิปัตย์อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งนั่นหมายความว่า อาจเป็นการต่อสู้หักล้างในเชิงข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีพฤติการณ์ไซฟ่อนเงินจริงๆ ซึ่งจะทำให้สังคม "สิ้นความสงสัย" ก็เป็นไปได้
ขณะเดียวกัน หากประชาธิปัตย์เลือกที่จะใช้ประเด็นหักล้างในทางข้อกฎหมายซ้ำอีก เหมือนที่เตรียมจะดำเนินการยื่นต่อศาลให้จำหน่ายคดี 258 ล้าน ด้วยเหตุว่าคดีขาดอายุความ เพราะยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลา 30 วันตามที่กฎหมายระบุไว้
แทนที่กระแสกดดันจะหมดไป พรรคประชาธิปัตย์อาจเจอแรงกดดันรอบใหม่จากสังคม ที่ตั้งหน้าตั้งตารอฟังเหตุผลและคำแก้ต่างที่สมน้ำสมเนื้อ เพื่อพรรคประชาธิปัตย์จะได้พ้นจากข้อครหาทางการเมืองได้อย่างขาวสะอาด
ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงควรใช้โอกาสในการสู้คดี 258 ล้าน ด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มี เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



