ข่าว

 ผู้ใหญ่ถูก เด็กผิด ชิมิ

ผู้ใหญ่ถูก เด็กผิด ชิมิ

30 พ.ย. 2553

ตื่นเต้นตกใจกรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้กันยกใหญ่ เมื่อคนระดับรองนายกรัฐมนตรีออกมาพูดถึงภาษาที่วัยรุ่นใช้กันทุกวันนี้ โดยเน้นไปที่ “ชิมิ” ซึ่งหลานวัยเจ็ดขวบของผมบอกว่า “มันก็เหมือนกับ “ใช่ไหม” ที่คุณปู่ชอบพูดกับหนูนั่นไง”

อันที่จริงภาษาต่างๆ ทั่วโลกล้วนแต่มีการเกิด และดับลงไปตามกาลเวลาด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นการเกิดและดับลงไป ตามความนิยมของกลุ่มคนที่อยู่ในระดับวัยรุ่น จึงไม่ควรจะทำให้เป็นเรื่องสลักสำคัญจนเกินไปนัก ทั้งที่ยังมีสิ่งที่น่าห่วงในด้านภาษาที่ควรจะเอาใจใส่มากกว่านี้

 สิ่งที่ทำให้ภาษาดั้งเดิมของพื้นถิ่นตายดับหายไป หรือกลายเป็นภาษา หรือคำที่มีความหมายผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปจากเดิม มักจะมาจากการนำไปใช้หรือการถูกตีความโดยผู้ที่ทำตัวเป็นผู้รู้ทางด้านภาษา แต่ไม่ลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจถึงวัฒนธรรมภาษาถิ่น จึงใช้ความรู้ความเข้าใจจากตำรา หรือจากถิ่นที่ตนเองเคยศึกษาหรือตั้งรกราก มาเป็นตัวตั้งในการชี้ถูกชี้ผิดให้ภาษาที่เป็นคำท้องถิ่นที่ตนเองไม่คุ้นเคย

 เพลงลูกทุ่งชื่อ “ฉันทนา ที่รัก” ซึ่งมี แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ ขับร้อง ดังกระหึ่มตามเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์เมื่อสักสามสิบกว่าปีแล้ว มีเนื้อเพลงท่อนแรกที่เขียนเอาไว้ว่า “ปิดไฟใส่กลอน แล้วเข้ามุ้งนอนคิดถึงใบหน้า นั่งเขียนจดหมายแล้วรีบทิ้งไปโรงงานทอผ้า ถึงคนชื่อ ฉันทนา ที่เคยสบตากันเป็นประจำ”

 ก็ถูกนักจับผิดทางภาษาเอามาวิจารณ์กันว่า ถ้าเขียนจดหมายแล้วเอาไป “ทิ้ง” ฉันทนา ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านจดหมายฉบับนั้น เพราะต้องเอาไปติดแสตมป์แล้ว “ส่ง” หรือ “หย่อนใส่ตู้” ถึงจะถูกต้อง

 ส่วนครูภาษาไทยที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ บอกกับลูกชายของผมเมื่อครั้งเรียนมัธยมว่า เธอใช้คำกริยาผิด เพราะจดหมายเขาใช้คำว่า “ส่ง” ไม่ใช้คำว่า “ทิ้ง” ลูกผมกลับมาบ้านก็นั่งร้องไห้ต่อว่าต่อขานผมยกใหญ่ว่า “ย่า กับ พ่อ พูดผิดมาตลอดจนทำให้ครูตัดคะแนนภาษาไทยของผม”

 ครั้งนั้นนอกจากผมจะต้องอธิบายให้ลูกฟังแล้ว ยังต้องไปนั่งคุยอยู่กับอาจารย์สอนภาษาไทยผู้ทันสมัยอยู่นานว่า คำกริยาที่พูดว่า “ทิ้ง” เมื่อใช้กับจดหมายไม่ผิดแน่นอน เพราะบ้านเกิดเมืองนอนของผมและหลายจังหวัดในภาคกลาง เวลาที่จะเอาจดหมายไปใส่ในตู้ไปรษณีย์เขาใช้คำว่า เอาจดหมายไป “ทิ้ง” มาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดแล้ว 

 ครูเป็นใครถึงจะมากำหนดว่า “ทิ้ง” คือการเอาของที่ไม่ต้องการใช้แล้วไปไว้ยังที่อื่นเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้กับการเอาจดหมายไปใส่ตู้ไปรษณีย์ คุยกันจนปากเปียกปากแฉะ ท้ายที่สุดอาจารย์วัยเยาว์ก็ยังอ้างตำราฉบับนั้นฉบับนี้ แล้วสรุปว่าภาษาที่ปู่ย่าตาทวดผมพูดกันมานั้นผิด

 หรือคำที่คนบ้านนอกซึ่งเกิดและใช้ชีวิตริมแม่น้ำ คลุกคลีกับการทอดแหหาปลามาตลอดชีวิตอย่างผม เวลาที่จะพูดถึงใครสักคนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่บังเอิญว่าโดนจับกุมรวมไปกับคนที่ทำผิดด้วย คนแถวบ้านผมก็จะพูดกันว่า “ปลาติดหลังแห” 

 มีความหมายว่าเป็นปลาที่บังเอิญว่ายมาติดอยู่ที่ด้านนอก หรือด้านหลังของแหเท่านั้น ไม่ใช่ปลาที่ถูกรวบเอาไว้ด้านในของแหตามปกติ แต่พอมาพูดกันในเมืองกรุงโดยคนที่ไม่เคยทอดแหหาปลามาก่อน กลับกลายเป็น “ปลาติดร่างแห” ไปเสียฉิบ แล้วอย่างนี้ก็กลายเป็นว่าภาษาพื้นบ้านที่ปู่ย่าตาทวดของผมพูดกันมา เป็นภาษาไทยที่ผิดไปเสียแล้ว “ชิมิ” 

 การผิดเพี้ยนของภาษาและความหมายที่แปรเปลี่ยนไปอย่างนี้ รวมทั้งวิธีการเรียนการสอนแผนใหม่ ที่ทำให้เด็กของเราใช้กล้ามเนื้อมือเพื่อการเขียนหนังสือน้อยลง ผมว่าน่าเป็นห่วงมากกว่าศัพท์ที่เกิดมาเฉพาะยุคสมัย ที่เกิดมาแล้วก็ดับหายตายจากไปในเวลาไม่นานครับ