
ประชาธิปไตยในฐานะระบบคุณธรรม
สัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นกับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นๆ ในงานสัปดาห์ส่งเสริมจริยธรรมแห่งชาติ ที่จัดโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของจริยธรรมกับการเมืองและนักการเมือง
ความจริงเรื่องนี้จะว่าพูดง่ายก็พูดง่ายนะครับ จะว่าพูดยากก็พูดยาก เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมกับการเมืองนั้นสังคมเราดูจะเหมือนโครงเรื่องหลักอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสองเรื่องใหญ่
หนึ่งก็คือเรื่องของภาพลักษณ์และพฤติกรรมของนักการเมือง ที่ค่อนข้างจะตรงข้ามกับจริยธรรมทางการเมืองที่ดี
สองก็คือเรื่องที่ยกระดับจากเรื่องที่หนึ่งขึ้นมาเป็นการพิจารณาว่า คุณธรรมจริยธรรมนั้นจะต้องกำกับนักการเมือง หรือหมายถึงว่า การเมืองต้องถูกควบคุมกำกับจากภายนอก
เรื่องเหล่านี้ถ้าพูดกันอย่างกว้างๆ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องดี แต่คำถามที่ต้องถามให้ลึกขึ้นก็คือ ถ้าเราใช้คุณธรรมจริยธรรมที่อยู่นอกระบบประชาธิปไตยมากำกับประชาธิปไตย เราก็คงอยู่กับประชาธิปไตยได้ไม่ค่อยจะยั่งยืนนัก ด้วยว่าระบบคุณธรรมและจริยธรรมแบบนี้ก็สามารถรองรับเผด็จการได้ หากเผด็จการนั้นอ้างว่าตนเองเป็นเผด็จการโดยธรรม
เผด็จการโดยธรรมนั้นบางช่วงเวลาอาจจะดีก็ได้ แต่ปัญหาก็คือเผด็จการโดยธรรมนั้นขาดการถูกตรวจสอบจากประชาชน และไม่มีหลักประกันว่าความดีงามนั้นอาจหายไปได้ และที่ผ่านมาในอดีต ย่อมถูกท้าทายได้เช่นกัน มีคนที่อ้างว่ามีบุญบารมีมากกว่า ซึ่งก็อาจจะนำไปสู่ความตึงเครียดรุนแรงได้
ประชาธิปไตยจึงมีคุณค่าและความดีงามในประการนี้ เพราะว่าสามารถตรวจสอบความดีงามที่อ้างในนามเผด็จการได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ดังที่เราพบก็คือประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยก็สามารถถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ส่วนตัวจนสามารถปล่อยให้มีการหลับหูหลับตา หรือยินยอมให้เกิดการละเมิดคุณธรรมจริยธรรมได้เช่นกัน
หรือกับคำถามที่ว่าใครจะเป็นคนกำหนดว่าหลักคุณธรรมข้อไหนเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสังคม
ต่อสถานการณ์ดังที่กล่าวนั้น คนที่ศรัทธาประชาธิปไตยนั้น เขาก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องแก้ปัญหาเรื่องประชาธิปไตยด้วยการใช้ระบบคุณธรรมภายนอกมากำกับประชาธิปไตย เพราะนั่นคือการไม่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งในระยะยาว
ดังนั้นหนทางที่เขาพยายามแก้ไขก็คือตั้งหลักที่ว่า ประชาธิปไตยนั้นจะต้องเป็นเสมือนระบบคุณธรรมด้วยตัวของมันเอง โดยจะต้องค้นหาว่าหลักการข้อไหนในระบบประชาธิปไตยบ้างที่สำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้น "เข้มแข็งจากภายใน"
ตัวอย่างหลักการที่สำคัญก็เช่นเรื่องของหลักการขันติธรรม (toleration) ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของความคิดความเห็น
หรือหลักการที่เรามักจะชอบพูดกันก็คือ หลักนิติธรรม (rule of law) ที่หมายถึงการยอมรับว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกัน "ด้วยกฎหมาย" และ "ต่อหน้ากฎหมาย" ในความหมายที่ว่ากฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่รองรับความเท่าเทียมกันของทุกคน ดังนั้นเพื่อให้สังคมอยู่ต่อไปได้ การเคารพกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็น เว้นเสียแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้วยเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของและที่มาของอำนาจประชาธิปไตย
รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่เรียกว่าองค์กรอิสระที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยรัฐธรรมนูญนั้นจึงต้องมีหน้าที่ในการสร้างและทำให้ระบบคุณธรรมทางโลกที่อยู่ภายใต้ประชาธิปไตยนั้นเข้มแข็ง และภาระท้าทายของการทำให้ระบบประชาธิปไตยเข้มแข็งนั้นก็คือการสร้างประชาธิปไตยให้เป็นเสมือนระบบคุณธรรมด้วยตัวของมันเอง
คือให้กลายเป็นชุมชมที่ดูแลกันเองได้ในทางการเมืองและทำให้ทุกคนเคารพกันบนความเท่าเทียมว่าทุกคนนั้นเท่ากันภายใต้กฎหมายนั่นแหละครับ
ภารกิจนี้ท้าทายกว่าการพูดถึงความดีความชั่วที่ปราศจากศรัทธาในระบบที่พยายามจะทำให้คนเท่ากันมากมายนัก



