
ยุบสภาหรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
คำพูดที่ว่า "ไม่มีใครได้ทุกอย่าง" ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ และในกรณีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ก็ดูจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะตามมาได้ยาก แม้ว่าในวันนี้ จะรอดจากการยุบพรรคด้วยเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 ต่อ 2 แล้วก็ตาม
ทันทีที่พ้นจากพงหนาม คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ นับจากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างไร และฝ่ายพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงจะมีแนวทางต่อสู้อย่างไร
หากดูปฏิทินการเมืองแล้ว ระหว่างนี้รัฐสภาจะต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น และไม่ชัดเจนว่า จะต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2-3 หรือไม่ ซึ่งหากเปิดประชุมความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้นในทันทีเพราะฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนั้น ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ล็อกคอรัฐบาลเอาไว้ไม่ให้ชิงยุบสภาหนี
แต่หากว่าปล่อยให้เวลาทอดออกไป จนถึงวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงนั้นก็ต้องเรียกว่า สุกงอมเต็มที่ ทั้งในแง่การบ่มเพาะสถานการณ์การเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่า รัฐบาลคงไม่ปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันนั้นแน่
การยุบสภาอาจจะเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งก่อนที่จะถึงวันที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอก
เพราะในวันนั้น คนเสื้อแดงก็คงจะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะชุมนุมกันอย่างเต็มที่
ที่ว่ามานี้คือ สถานการณ์ปกติ ยังไม่มี "สิ่งเร้า" ซึ่งก็คือ การรอดพ้นคดียุบพรรคของประชาธิปัตย์
ในทันทีที่รับรู้ถึงผลการพิจารณาคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ "สองมาตรฐาน" ก็ดังกระหึ่ม หลังจากที่ปลุกเร้ากันอย่างเต็มที่ก่อนหน้านี้แล้ว
พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะเพราะ กกต.แพ้ฟาวล์ ถูกไล่ลงเวทีตั้งแต่ยังไม่ทันแสดงฝีไม้ลายมือ หรือได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง ในทางกลับกัน บรรดาแกนนำเสื้อแดงก็ชนะฟาวล์ไปด้วยเช่นกัน
นับจากนี้ คำว่า "สองมาตรฐาน" จะเป็นคำขวัญปลุกเร้าคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่
อดีตนายทหารใหญ่ในพรรคเพื่อไทยก็เคยพูดกับคนใกล้ชิดตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะถึงวันพิพากษาแล้วว่า หากพรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค ก็จะส่งผลดีต่อคนเสื้อแดง ซึ่งก็รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
"สองมาตรฐาน" จะเป็นตัวเร่งให้เกิดปฏิกิริยาให้แก่คนเสื้อแดง รวมทั้งคนที่มีความเห็นทางการเมืองแบบกลางๆ ก็จะตั้งคำถาม และสุดท้ายก็จะแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลประชาธิปัตย์
ความรู้สึกว่า ไม่อาจพึ่งหวัง "ความยุติธรรม" จากสถาบันใด จะค่อยๆ หยั่งรากลึกจนเกินเยียวยา
ยิ่งเมื่อศาลฯ บอกว่า กกต.ไม่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลตามกำหนดเวลา อันเป็นการทำตามข้อกฎหมายนั้น ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากต่อการอธิบายให้คนเข้าใจ เพราะสิ่งที่ทุกคนเชื่อ หรือสงสัยนั้นเป็น "ข้อเท็จจริง" ไม่ใช่ "เทคนิค" ในการต่อสู้คดี
รัฐบาลรอดพ้นวิกฤติ แต่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังบ่ายหน้าหาวิกฤติอีกครั้ง เพราะ นปช.ที่พยายามหาจังหวะคืนชีพก็จะใช้โอกาสรวบรวมไพร่พล
ที่น่ากลัวก็คือ จะมีไอ้โม่งปลุกเร้าให้กระทำความผิด โดยอ้างว่า ไม่สามารถพึ่งพากระบวนการยุติธรรม และกฎหมายได้ จนบ้านเมืองกลับสู่ "อนาธิปไตย" เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการชุมนุมเผาบ้านเผาเมืองช่วงกลางปี เพื่อให้รัฐบาลสิ้นสภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน
และนั่นจะทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือก นอกจากการใช้กำลังเข้าปราบปราม
แต่ครั้งนี้คงไม่ใช่การกระชับพื้นที่ และยุติการชุมนุมได้ง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาเป็นแน่
ยิ่ง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" หลุดปากพูดถึง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ ทักษิณ ชินวัตร ในด้านลบแล้ว ก็เท่ากับเปิดศึกสองด้าน และอาจทำให้ "ซ้ายในแดง" กับ "ซ้ายในเหลือง" จะไหลไปรวมกัน ซึ่งหากปล่อยให้หลอมรวมสถานการณ์ก็จะเลวร้ายเป็นทวีคูณ
การพูดจากันของคนสองฝ่าย โดยเฉพาะระหว่างผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาลก็จะเป็นไปในทางที่เลวร้าย จนถึงขั้นคุยกันไม่รู้เรื่อง และอาจเกิดการปะทะกันเมื่อใดก็ได้
ซึ่งนั่นก็เท่ากับไปเปิดประตูให้ "อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย" เข้ามาแทรกอีกครั้ง
แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะยืนยันว่า จะไม่ปฏิวัติ แต่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ไม่มีนายทหารรายใดบอกว่า จะยึดอำนาจ
แม้ว่าสิ่งที่ ฝ่ายกองทัพ-ตำรวจ แสดงให้เห็นก็คือ พยายามไม่ให้เกิด "สองมาตรฐาน" ด้วยการดำเนินคดีกับทุกคนทุกฝ่ายที่ละเมิดกฎหมาย แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การเชือดไก่ให้ลิงดู แก่นแกนของปัญหาไม่ได้หมด พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
"เราให้คนไทยทะเลาะกันไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามาอย่างนั้น
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นล่ะ กองทัพจะทำอย่างไร ?
กองทัพอาจจะเข็ดขยาดกับรูปแบบที่ คมช.ได้ทำไปก่อนหน้านี้ แม้จะยึดอำนาจได้แต่ก็ชัดเจนว่าใช้อำนาจแบบนั้นจัดระบบการเมืองไทยไม่ได้
เพราะความเลวร้ายของการเมืองไทยนั้น ยังคงมุ่งที่จะทำศึกทุกรูปแบบเพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐ อำนาจในการบริหารประเทศ
ถึงแม้ว่า ในวันนี้อำนาจรัฐยังอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากสถานการณ์ในวันข้างไปถึงจุดวิกฤติแล้วยังจะเหลือกี่ทางเลือก
แต่สำหรับผลการวิเคราะห์ของหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้วเหลือเพียง 2 ทางเท่านั้น
ยุบสภา หรือจะยินยอมตั้งรัฐบาลแห่งชาติ !
โดยเฉพาะประการหลังนั้นอาจเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ต้องมี "แม่สื่อ" มาจับคู่ให้
ถามว่าใครล่ะ ? ที่จะทำหน้าที่นั้น ...บ้านเมืองเรายังหนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์จริงๆ



