ข่าว

วอนคนค้านไม่ยุบปชป.เคารพมติศาลรธน.

วอนคนค้านไม่ยุบปชป.เคารพมติศาลรธน.

29 พ.ย. 2553

“อธิบดีนิด้า” วอนคนค้านไม่ยุบประชาธิปัตย์ เคารพการตัดสินของ ตลก.รธน. ชี้ระบอบประชาธิปไตยยึดเป็นเสียงส่วนใหญ่

 (29พ.ย.) นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ ( นิด้า) ให้สัมภาษณ์ว่าคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องของกกต.ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขาดอายุความนั้น ถือว่าเป็นกระบวนการพิจาณาไปตามกฎหมาย ส่วนตัวยอมรับว่าเมื่อตุลาการฯ วินิจฉัยเช่นนี้ทำให้คนที่เห็นแย้งอาจจะก่อการชุมนุมได้ ซึ่งตนอยากเรียกร้องให้ประชาชนเคารพในคำตัดสินของศาล เนื่องจากว่าการวินิจฉัยดังกล่าวได้ยึดเสียงข้างมาก หากประชาชนไม่ฟังเสียงส่วนมากระบบของประชาธิปไตยก็จะอยู่ไม่ได้

 “ในความเห็นของตุลาการฯ ยังเห็นแย้งกันได้ ดังนั้นประชาชนทั่วไปคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองหลังจากนี้ ตามระบอบประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้นขอให้ประชาชนเคารพในคำตัดสิน” นายสมบัติ กล่าว

 เมื่อถามว่ามองการพิจารณาคดีในส่วน 258 ล้านบาทว่าอย่างไร นายสมบัติ กล่าวว่าอยู่ที่ดุลยพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวมองว่าหากใช้กฎหมาย และยึดห้วงเวลาเดียวกัน อาจจะมีลักษณะคำตัดสินเช่นเดียวกับคดีเงิน 29 ล้านบาท

นักวิชาการอิสระและชาวสงขลาขอให้ทุกฝ่ายยอมรับ

 นายอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการอิสระ กล่าวแสดงความคิดเห็นหลังรับทราบคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผลการตัดสินออกมายกฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถือเป็นความโชคดีของพรรคประชาธิปัตย์ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 4:2 ยกฟ้องไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ว่ากันด้วยกฎหมายอย่างละเอียดแล้ว เป็นความพยายามค่อนข้างหนักหน่วงของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อผลออกมาเช่นนี้ก็ให้ยอมรับ เพราะทำงานหนักกันทุกฝ่ายแล้ว ไม่อยากให้มองกันว่าเป็นเรื่องของความสะใจ พรือเรื่องแพ้ ชนะกัน เพราะทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ ทำงานหนักกันมา และขอให้ทุกคนยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

 ขณะที่นายปิยะ มาส่ง ชาว จ.สงขลา กล่าวว่า ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะทางศาลเองก็พิจารณา วิเคราะห์ตามหลักของตัวบทกฎหมายอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หากเราประชาชนทั่วไปมองหรือตัดสินด้วยความรู้สึกนั้น มันไม่ได้ ตัดสินด้วยความชอบหรือไม่ชอบไม่ได้ มติของศาลออกมาแล้วเป็นเอกฉันท์ ก็ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสิน

รวมความคิดเห็นของคนอีสานกรณีไม่ยุบปชป.

 นายประพาส โงกสูงเนิน ประธานเครือข่ายสภาประชาชน 4 ภาค เปิดเผยว่า ที่จริงพรรคการเมืองน่าจะยุบหมดนั่นแหละ เพราะมันพึ่งพาอะไรไม่ได้แล้ว ไม่มีจุดให้พึ่งพาได้ ไม่รู้ว่าจะพึ่งตรงไหน ไม่มีอาจจะดีกว่า ประชาชนไม่สามารถพึ่งพาพรรคการเมืองและนักการเมืองได้ เราต้องพึ่งตนเองทั้งนั้น ถ้าไม่ยุบอาจจะเป็นเรื่องเหนื่อยยากของประชาชน มีการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าดี ดูๆแล้ว ประชาชนเบื่อการเลือกตั้ง เพราะการเมืองพาทำให้ประชาชนทะเลาะกันอยู่ข้างล่าง
 
 ถ้าไม่ยุบอีกฝ่ายก็จะต้องออกมาอีก เขาก็คาดกันเอาไว้อย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ทางประชาชนเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้แล้ว เราไปสนใจเรื่องพี่น้องเรื่องทุกข์ยากสารพัดอย่างที่รัฐบาลรับปากเอาไว้ แล้วไม่ได้ทำ พอเรื่องออกมาเป็นอย่างนี้ ทำให้ระบบไม่น่าเชื่อถือไปหมด ประชาชนจะเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ได้ ถูกบล็อคไปหมด ประเทศนี้จะอยู่อย่างไร มีแต่คนกลุ่มน้อยๆ ที่เรียกร้องและถูกริดรอนสิทธิผู้อื่นเกินเหตุ

 "ของเราเรียกร้องที่ดินทำกินไป ก็บอกจะทำให้ แต่เราไม่รอแล้ว เราจะต้องทำด้วยตัวเอง คนไม่กี่คนจะมาจัดสรรเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เราไม่ได้แล้วเราต้องมาจัดการตัวเองได้แล้ว ใครจะว่าอย่างไรก็มาคุยกันใหม่ เพราะเราก็คาดการอยู่แล้ว ว่ายากที่จะยุบ ถ้าตามกฎหมายยุบ แต่นี่แสดงว่าไม่ตามกฎหมายเลยไม่ยุบ"นายประพาส กล่าว 

 ส่วนที่ ตลาดบางลำพู อ.เมือง จ.ขอนแก่น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดและชาวบ้านที่ไปเดินซื้อสินค้า ต่างพากันให้ความสนใจกับการออกนั่งบัลลังวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร้านค้าแต่ละร้านได้นำทีวีมาติดตั้งเพื่อเปิดดูการรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินคดียุบพรรค เนื่องจากส่วนใหญ่ประชาชนมองว่า การยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นเรื่องใหญ่

 เพราะขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศกำลังเดินหน้าได้ด้วยดี หากศาลรัฐธรรมนูญติดสินผลออกมาอย่างไร พ่อค้าแม่ค้าจะได้เตรียมรับมือการสภาวะเศรษฐกิจได้ทัน จึงทำให้หลายคนค่อนข้างที่จะให้ความสนใจเป็นพิเศษ ต่างพากันออกมายืนดูผลการตัดสินคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในตลาดกันเป็นจำนวนมาก

 นายภาสพาดร เนียมประดิษฐ์ ผู้จัดการตลาดบางลำพู และในฐานะประชาชนคนหนึ่งกล่าวว่า ประชาชนทุกคนให้ความสนใจกับการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เป้นอย่างมาก ซึ่งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาก็ไม่เกินความคาดหมายในความคิดเห็นส่วนตัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกแน่นอน ยิ่งแล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาว่า การยื่นฟ้องของ กกต.ที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 ส่วนเรื่องในด้านของการเมืองในความคิดเห็นส่วนตัวนั้น กรณีที่ศาลฯจะตัดสินยุบหรือไม่ยุบนั้นคิดว่าจะไม่มีผลทางการเมืองแต่อย่างไร ยิ่งแล้วศาลฯมีความเห็นออกมาว่าการยื่นฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายออกมาสก็เป็นเรื่องที่ดี การเมืองไทยจะได้นิ่งต่อไปเพื่อรัฐบาลจะได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆที่ยังค้างคาต่อไป

 เพราะว่าถ้าหากเกิดการยุบพรรคขึ้นมา การเมืองในประเทศเราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และหากเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆแล้วประชาชนก็ยังไม่รู้ว่าจะพึ่งพาพรรคไหน ถึงแม้ว่าขณะนี้มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแต่ก็ใช่เป็นพรรคที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่ประชาชนก็ต้องให้โอกาสดำเนินการทางการเมืองในขณะนี้ไปก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้จบสิ้นไปก่อน

 นายภาสพาดร กล่าวอีกว่า ตามความเป็นจริงถึงแม้ว่าผลการตัดสินคดียุบพรรคจะออกมาอย่างไร การเคลื่อนไหวของประชาชนก็จะมีเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะความคิดเห็นของคนไม่เหมือนกันมีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะหลายคนมองว่าการตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นสองมาตรฐาน ซึ่งในส่วนนี้เมื่อผลการตัดสินออกมาเราก็ต้องเชื่อในตัวของศาลรัฐธรรมนูญ

 เนื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้ และเป็นที่พึ่งลำดับสุดท้าย เนื่องจากองค์กรศาลทุกศาลหรือแม้กระทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็ตามทุกคนต้องเคารพ แต่เรื่องของความขัดแย้งนั้นถึงจะยุบไม่ยุบออกมาวันนี้ก็ต้องมีความขัดแย้งเหมือนเดิม ความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ และก็ต้องเป็นปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับไปทำการบ้านให้มากๆ หลังจากที่ศาลฯตัดสินไม่ยุลบแล้วต้องชี้แจงอย่างไรให้ประชาชนทราบแล้วเข้าใจ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจมากกว่านี้ถึงสาเหตุที่วินิจฉัยไม่ยุบ แต่พรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาชี้แจงมากกว่าคำตัดสินของศาลฯถึงสาเหตุที่ไม่ยุบ

ชาวโคราชข้องใจเหตุผลยื่นฟ้องไม่ทันอ่อนไป

  นายวสันต์ แก้วเพชร หนึ่งในประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาที่เฝ้าติดตามข่าวการยุบพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดกล่าวว่า เหตุผลที่ศาลไม่ยอมที่จะทำการวินิจฉัยในคดีนี้ ถึงแม้จะอยู่ในกรอบของกฏหมายที่กำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข้อสงสัยของสังคม ก็ควรที่จะต้องมีการตรวจสอบให้เป็นที่กระจ่างชัดและโปร่งใส และสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นอยู่ในขณะนี้เป็นการสร้างความสงสัยและข้องใจให้กับสังคมอย่างมาก

 เนื่องจากเมื่อมีการกล่าวหามาแล้ว แต่กลับไม่มีการสอบสวนให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม ทำให้ในตอนนี้ก็เลยไม่มีใครรู้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำผิดกฏหมายในกรณีดังกล่าวจริงหรือไม่ และส่วนตัวมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาในวันนี้อาจจะทำให้การเมืองไทยยังติดภาพลบในสายตาของประชาชนต่อไป ทั้งๆที่วันนี้ทุกคนอยากจะเห็นความโปร่งและถูกต้องเป็นธรรม