
พระองค์ภาทรงร่วมเสวนายุติความรุนแรงฯ
ถึงจะมีหลายภาคหลายฝ่ายมองเห็นความสำคัญและยื่นมือเข้ามาช่วยทั้งการรณรงค์ทั้งการพยายามออกตัวบทกฎหมายยุติปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ไม่ว่าจะในด้านร่างกายหรือด้านจิตใจ ทว่าทุกวันนี้ก็ยังคงมีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ประกอบกับที่สหประชาชาติได้ประก
เป็น "วันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง" จึงเป็นวาระอันดีที่คนทำงานเพื่อสตรีและเด็ก นำโดย สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง และ อารีวรรณ จตุทอง นักวิชาการอิสระ มาตั้งโต๊ะพูดคุยเรื่อง "การยุติการกระทำความรุนแรงต่อสตรีและบุคคลในครอบครัวในทุกรูปแบบ" โดยได้รับพระกรุณาจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปทรงเป็นประธาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี
ทั้งนี้ในช่วงเช้า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปทรงเป็นประธาน การนำเสนอผลงานของแกนนำเยาวสตรีไทย ตามโครงการเยาวสตรีรวมใจยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก ภายใต้โครงการกำลังใจ พร้อมทรงร่วมกิจกรรมอย่างสนพระทัย และเมื่อโต๊ะเสวนาหัวข้อเรื่อง "การยุติการกระทำความรุนแรงต่อสตรีและบุคคลในครอบครัวในทุกรูปแบบ" ดำเนินขึ้นในฐานะผู้ดำเนินการเสวนา สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ กล่าวด้วยภาษาสวยงามตามความถนัดส่วนตัว ซึ่งสรุปได้ว่า ความรุนแรงของมนุษย์สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้ทั้งที่เป็นคนรักกัน คนร่วมชายคาเดียวกัน หรือแม้แต่ผู้ร่วมสายโลหิตก็ตาม ไม่เฉพาะแค่ด้านร่างกายเพียงยังรวมถึงด้านจิตใจด้วย และเท่าที่ผ่านมา 2-3 ทศวรรษ การกระทำความรุนแรงต่อสตรีและเด็กนั้นเปรียบได้ดังฤดูกาลที่มาแล้วก็ไปและก็จะกลับมาใหม่ สามีภรรยาทำร้ายกันถึงเวลาก็มีลูกหัวปีท้ายปีไม่มีใครอยากยุ่ง แต่ปัจจุบันทัศนคติเหล่านั้นเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ภายใต้โครงการกำลังใจ
พร้อมกันนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มีพระดำรัสความว่า หลังจากเข้าศึกษาวิชากฎหมายตลอดจนได้มาเป็นพนักงานอัยการ มีโอกาสได้ประสบกับผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงจำนวนมาก ประกอบกับเมื่อได้รับการเชิญให้เป็นทูตยุติความรุนแรงจากกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเฟม) ก็พยายามผลักดันให้สังคมรับรู้และร่วมแก้ไขปัญหา แต่สิ่งสำคัญที่ต้องควบคู่กันไปก็คือการให้กำลังใจเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็อยากฝากถึงผู้ชายว่า วัฒนธรรมของสุภาพบุรุษไม่ใช่แค่เสียงดัง แรงเยอะ แต่เป็นการปกป้อง พูดกันดีๆ ให้มีการยอมรับ มีความละเอียดอ่อนเพิ่มเติมสักเล็กน้อยก็ดี
ฟาก จรัญ ภักดีธนากุล ก็ยอมรับว่าถึงวันนี้แม้จะมี "กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว" อันเปรียบได้ดังยาสามัญประจำบ้านใช้ดูแลคุ้มครองให้สตรี เด็ก คนชรา และคนพิการให้รอดพ้นจากความรุนแรงมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์เท่าที่ควร เพราะเมื่อใช้กฎหมายอาญาเข้าไปจัดการก็ต้องมีการดำเนินคดี บางรายอาจถึงขั้นติดคุก ขณะที่ "เหยื่อ" กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้ให้รัฐเข้าไปดูแล จึงเหมือนเป็นการซ้ำเติมแทนที่จะเป็นช่วยเหลือ
สุดท้ายที่คนยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงมาโดยตลอด สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ซึ่งไม่เพียงนำวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมานำเสนอว่านอกจากกฎหมายและนักสังคมสงเคราะห์ การสร้างเครือข่ายก็มีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะการดึงผู้ชายให้เข้ามามีส่วนร่วม แม้วันนี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องพยายามสร้างจิตสำนึกต่อไป นอกจากนี้ยังยกกรณีศึกษาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกสามีทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะได้รับดอกไม้เป็นการขอโทษ จนกระทั่งสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตเพียงแค่ไม่กล้าลุกขึ้นมาบอกใครๆ พร้อมกับฝากความหวังว่ากรณีดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในประเทศไทย



