
"ทำแท้ง"ขอเวทีให้เด็กตัดสิน
หลังจากนายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศชัดเจนว่า กฎหมายการทำแท้งในปัจจุบันถือว่ามีความเหมาะสมและยืดหยุ่นดีแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ลุกลามบานปลาย กลุ่มที่นิยมอ้างเรื่องจริยธรรมหรือศีลธรรมอันดีงามของสังคมต่างพากันแซ
ก่อนอื่นต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยไม่เคยมีการเก็บสถิติผู้หญิงที่ไปทำแท้งเถื่อนว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครมาบันทึกหรือทิ้งร่องรอยให้ศึกษาวิจัย แต่พอจะมีข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่อ้างอิงได้เช่น ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพวัยรุ่นของโรงพยาบาลรามาธิบดี ประมาณการว่าจะมีวัยรุ่นทำแท้งถึงปีละ 3 แสนคน หรือวันละราว 1,000 คน หรือข้อมูลจาก "ครูหยุย" วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก อ้างว่าคนไทยมีสถิติทำแท้งประมาณ 2 แสนรายต่อปี การทำแท้งไม่ใช่เป็นเพียงวัยรุ่นหรือเยาวชน ยังรวมไปถึงคนในวัยทำงานด้วย
นอกจากนี้กรมอนามัยยังยอมรับว่าไม่เคยเก็บสถิติการทำแท้งเถื่อนแต่เคยเก็บสถิติผู้หญิงที่ได้รับอันตรายจากการทำแท้งเถื่อน หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งแล้วมารักษาในโรงพยาบาลของรัฐในปี 2542 ซึ่งมีสูงถึงปีละ 4.6 หมื่นราย นี่คือตัวเลขคนที่แอบไปทำแท้งแล้วได้รับอันตราย ส่วนคนที่ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนนั้น ไม่รู้ว่ามีปีละกี่แสนคน และนี่คือสถิติเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นอีกเท่าไร !?!
"อยากแก้ปัญหานี้ใช่ไหม ก่อนอื่นต้องเลิกใช้คำว่า "ทำแท้งเสรี" ให้ใช้คำว่า "ยุติการตั้งครรภ์" แทนเวลาที่พูดถึงเรื่องนี้ นัยนา สุภาพึ่ง อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวชัดถ้อยชัดคำก่อนอธิบายต่อไปว่า การใช้คำว่าทำแท้งเสรีทำให้สังคมไทยแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ข่าวพบศพทารก 2,000 ศพนั้น เป็นแค่เสี้ยวเดียวของความจริงที่เกิดขึ้น มีศพทารกจากการทำแท้งเถื่อนจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เนื่องจากสังคมไทยมองเรื่องนี้ผิดจากความจริงไปหลายข้อ เช่น คนที่ทำแท้งไม่ได้มีเฉพาะวัยรุ่น แต่มีผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่พลาดมีลูกเกินแล้วเลี้ยงไม่ไหว หรือคนที่กำลังจะหย่ากับสามีแต่ตั้งครรภ์ขึ้นมา คู่รักแต่งงานแล้วแต่ไม่พร้อมมีบุตร สาวใหญ่ที่ตั้งครรภ์โดยไม่ได้แต่งงาน ฯลฯ เมื่อสังคมประณามว่าผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย คนกลุ่มที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ก็ต้องแอบไปใช้บริการเถื่อนที่เสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิต ทำไมสังคมไม่มีทางเลือกหรือทางออกให้พวกเขา
"นัยนา" กล่าวถึงคนที่ชอบอ้างศีลธรรมและจริยธรรมก่อนที่จะเข้าใจปัญหาข้างต้นว่า เป็นกลุ่มคนใจร้ายและใจดำที่สุด รู้จักแค่คำง่ายๆ ว่า "รักษาท้องไว้ อย่าทำแท้งนะ" พูดเสร็จก็จบ ใครทำแท้งก็ตัดสินเลยว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี โดยไม่ได้สนใจปัญหาของคนที่ต้องอุ้มท้องและคลอดลูก หรือครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระอื่นๆ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือการเปิดช่องและสร้างทางเลือกให้ผู้หญิงที่อยากยุติการตั้งครรภ์ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือครบวงจร ที่มีผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ช่วยคุยกับพ่อแม่ ช่วยบอกเจ้านาย ช่วยให้มีงานทำ ช่วยให้ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน ฯลฯ
เช่นเดียวกับ อ.นคร สันธิโยธิน ครูสอนเรื่องเพศศึกษาชื่อดังจาก ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เล่าว่า ตอนนี้ให้เด็กๆ วิเคราะห์ความรู้สึกของตัวเองเกี่ยวกับข่าวพบศพทารกกว่า 2,000 ศพ ในวัด ว่ารู้สึกอย่างไรกับการทำแท้งเถื่อน ประโยชน์และโทษของการทำแท้งมีอะไรบ้าง ใครเป็นคนทำผิด หญิงตั้งท้อง หรือพ่อแม่ หรือคนในสังคม ฯลฯ
"เด็กส่วนใหญ่รู้สึกสลดหดหู่นะ ต่อให้เป็นเด็กผู้ชายก็ตาม แต่พวกเขาเชื่อว่าผู้หญิงที่ทำแท้งคงมีเหตุผลส่วนตัว บางคนอาจทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบ บางคนถูกกดดันจากครอบครัว บางคนประชดแฟน แต่วิธีแก้ปัญหาการทำแท้งเถื่อนนั้น ควรให้เด็กๆ มีเวทีแสดงความเห็นเรื่องนี้อย่างจริงจัง ว่าพวกเขาอยากได้อะไรกันแน่ ผู้ใหญ่ไม่ควรไปคิดแทนแล้วกดหัวพวกเขาให้แค่ทำตามเท่านั้น ต้องให้คนที่มีส่วนร่วมในปัญหาพูดคุยกันแล้วเสนอทางออกให้คนในสังคมได้รับรู้ ยุคสมัยนี้พวกเราคิดแทนเขาไม่ได้แล้ว" อ.นครแนะนำ
ด้านหญิงรายหนึ่งที่เคยสั่งซื้อยาทำแท้งทางเว็บไซต์ ยอมรับว่า เคยท้องถึง 4 เดือนก่อนจะสั่งซื้อยาเม็ดละ 5,000 บาทมากิน ซึ่งยาถูกส่งมาให้ทางไปรษณีย์ เมื่อทำแท้งสำเร็จก็รู้สึกผิดไม่อยากทำแท้งอีกเลย และไม่เห็นด้วยหากจะมีการเสนอให้ทำแท้งได้ถูกกฎหมาย เพราะจะยุยงให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก
ส่วน "ฝน" อายุ 23 ปี เคยผ่านการทำแท้งมาแล้ว มองว่า เป็นเรื่องที่ดีหากจะมีกฎหมายที่อนุโลมเรื่องการทำแท้ง แม้ว่าทุกวันนี้เรื่องการทำแท้งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ก็มีคนไปทำแท้งตลอดเวลา ไม่มีทางปราบได้หมด มีคลินิกแท้งเถื่อนหลายแห่งที่ไม่ปลอดภัย ผู้หญิงบางคนโชคดีไม่ตาย บางคนโชคร้ายถึงแก่ชีวิต ทางที่ดีควรมีคลินิกทำแท้งที่ถูกกฎหมาย โดยมีแพทย์เป็นผู้ควบคุมจะดีที่สุด
"นัท" นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ผู้เคยทำแท้งเสนอความเห็นว่า หากผู้หญิงไม่พร้อมมีลูก เด็กเกิดมาก็เป็นปัญหาสังคม ควรอนุญาตให้ทำแท้งได้ แต่ต้องมีข้อกำหนด เช่น ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง เพราะเชื่อว่าผู้หญิงทั่วไปไม่มีใครอยากทำแท้ง เหมือนที่ตัวเองต้องทำเพราะเลิกกับแฟน
สุดท้ายเป็นคำถามที่น่าขบคิดของ "ทันตา เลาหวิลาวัณยกุล" เอ็นจีโอเครือข่ายเอดส์ ที่ท้วงติงถึงนิยามของการทำแท้งว่า กฎหมายไทยยังไม่เคยมีกำหนดอายุครรภ์ว่าภายในกี่เดือนเป็นแค่ "ก้อนเลือด" และกี่เดือนขึ้นไปเป็น "ทารก" ซึ่งหลักสากลส่วนใหญ่หากตั้งครรภ์ไม่เกิน 3 เดือนถือเป็นแค่ก้อนเลือด สามารถเอาออกได้ เหมือนกับไปผ่าตัดใส้ติ่ง ไม่ได้มีปัญหาทางจริยธรรมหรือศีลธรรม แต่ถ้าเกิน 3 เดือนก็ต้องมีวิธีจัดการแตกต่างกันไป...ที่ผ่านมารัฐไม่ยอมให้ทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่จำนวนคนไปทำแท้งเถื่อนยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนที่เสี่ยงตายคือผู้หญิงท้องไม่พร้อม ใครจะรับผิดชอบชีวิตพวกเขา
ซากศพกว่า 2,000 ศพที่พบในวัดไผ่เงิน จุดประกายให้สังคมไทยทบทวนเรื่อง "สิทธิในเนื้อตัวและร่างกายของผู้หญิง" แม้วันนี้ยังเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนไทยหลายคนยอมรับว่า ร่างกายผู้หญิงไม่ใช่สมบัติของครอบครัวของสามี หรือของสังคมอีกต่อไป!!



