ข่าว

เอกชนหวังปีหน้าเศรษฐกิจโต3-5%หวั่นบาทแข็งกดดันส่งออกชะลอตัว

เอกชนหวังปีหน้าเศรษฐกิจโต3-5%หวั่นบาทแข็งกดดันส่งออกชะลอตัว

29 พ.ย. 2553

เอกชนเชื่อเศรษฐกิจปีหน้ายังขยายตัวได้ 3-5% ส่งออกชะลออยู่ที่ 8-10% จากปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ท่องเที่ยวฟื้นมีนักท่องเที่ยวกลับมาที่ 15 ล้านคน พร้อมจี้รัฐบาลแร่งแก้ปัญหาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ

 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่ 50% เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ 3-5% ลดลงจากปีนี้ ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 7-8% ขณะที่ 27% มองว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกิน 5% ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง หากไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจเอเชียขยายตัวดีต่อเนื่อง การส่งออกขยายตัว 8-10% การท่องเที่ยวมีมูลค่า 5 แสนล้านบาท หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยว 15 ล้านคน รวมทั้งมีการเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วมโดยเร็ว และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุนได้  

 “จากผลการสำรวจนักธุรกิจมองว่า ปัญหาของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาคของสังคม และการเมือง ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจที่โดดเด่น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะยังมีปัญหาหนี้นอกระบบอยู่มาก” นายธนวรรธน์กล่าว  

 นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า นักธุรกิจเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างเข้มแข็ง แต่ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสังคม การศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำ การป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้ จะเป็นประโยชน์ให้ภาครัฐนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาต่อไป    

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ว่าการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูทางการค้าในปี 2558 ภาคเอกชนต้องมีการปรับตัว โดยจะเห็นว่าอาเซียนถือเป็นตลาดสำคัญและเริ่มกลับมาเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย หากดูภาพรวมการส่งออกในปีนี้แม้ว่าจะมีปัญหาความผันผวนของค่าเงินบาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเลขส่งออกได้รับผลกระทบ การขยายตัวยังเป็นไปตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 24% หรือมูลค่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปีหน้าแม้ว่าภาคเอกชนมองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เชื่อว่าตัวเลขยังขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะดียวกันผู้ส่งออกควรหันมาทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย