
ชะตาฟ้าลิขิตปชป.
การนัดแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยวาจาของศาลรัฐธรรมนูญในวันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งคาดการณ์กันว่า จะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคในวันเดียวกันนั้น ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนขั้วการเมือง ซึ่งอาจทำให้โฉมหน้าการเมืองไทยเปลี่ยนกลับไปยังกลุ่มอำนาจเก่า เหมือนเช่นการช่วงชิงจังหวะทางการเมือง ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถเข้าสู่ศูนย์อำนาจ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี และทำให้พรรคพลังประชาชนแปรรูปเป็นพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตามการตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ยังมีนัยสำคัญที่แตกต่างจากกรณียุบพรรคอื่นๆ
บทสรุปสุดท้าย ในการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ยุคนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เกิดขึ้นในภาวะความกดดันทางการเมือง หลังจากที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นำกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมและบุกเข้าไปภายในที่ทำการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองให้คำตอบ จากนั้นการดำเนินคดียุบพรรคก็เต็มไปด้วยคำถามต่างๆ มากมาย คลิปที่แสดงเงื่อนงำการพบปะกันระหว่างนายวิรัช ร่มเย็น ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ และนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการส่วนตัวนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คือจุดเริ่มต้นของความยุ่งยาก หากแต่อาจจะนำไปสู่อิสรภาพของประชาธิปัตย์ในที่สุด
คำอนุญาตของที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ ให้นายจรูญ อินทจาร ถอนตัวจากองค์คณะพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากนายจรูญ อินทจาร ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีพรรคเพื่อไทยเป็นคู่กรณี หากยังเป็นองค์คณะตัดสินคดีนี้ต่อไป จะมีปัญหาการโจมตีในภายหลังได้ แต่การถอนตัวของนายจรูญ อินทจาร ทำให้เหลือตุลาการเพียง 6 คน หากเสียงเท่ากัน 3 ต่อ 3 ก็จะไม่มีเสียงชี้ขาด นั่นแปลว่าคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์อาจตกไป และถึงแม้ว่าแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคประชาธิปัตย์ แต่แรงกดดันทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้ประชาธิปัตย์พ้นจากข้อกล่าวหาเสียอีก
พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจมาอย่างพลิกความคาดหมาย โดยอาศัยช่วงจังหวะสุญญากาศทางการเมือง มีปัจจัยกองทัพให้การสนับสนุน แม้กระบวนการได้มาจะเป็นไปตามระบบรัฐสภา แต่ประชาชนส่วนหนึ่งก็มิได้ยอมรับ และยังคงแคลงใจในความชอบธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ คำตัดสินชี้ชะตาพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ปรากฏตัวในคลิปล่าสุด เปรียบเปรยนิคมอุตสาหกรรม และการปฏิบัติกับบริษัทในนิคมเป็นสองมาตรฐาน อีกทั้งเขียนจดหมาย มีข้อความว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรถือเป็นที่สุด แต่หาได้ผูกพันให้ประชาชนทุกคนคิดและยอมรับเหมือนกัน หากมิได้เป็นความถูกต้องอย่างแท้จริง" ก็จะเป็นประเด็นให้มีการตีความ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปไม่สิ้นสุด นี่เองที่จะเป็นจุดพลิกผันทางการเมืองในฉับพลัน ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรอดชีวิตในวันนี้หรือไม่



