
ชี้ตัดสินคดีปชป.3:3ประธานชี้ขาดได้
นักวิชาการชี้หากตลก.ศาลรธน.ตัดสินคดีปชป.3:3 ประธานลงมติได้เพื่อให้ยุติ สุริยะใสระบุผลตัดสินยุบปชป.3:3 คนในปล่อยข่าว หวังโยนหินถามทาง ไม่เห็นด้วยอ่านคำตัดสินพรุ่งนี้ จะถูกครหาว่าทำไปภายใต้แรงกดดัน
(28พ.ย.) นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นกรณีหากคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมา 3 ต่อ 3 เท่ากันว่า เรื่องนี้ไม่มีการกำหนดไว้ชัดเจน แต่โดยหลักการทั่วไปแล้ว หากเสียงโหวตในที่ประชุมออกมาเท่ากันไม่สามารถจะยกคำร้องหรือยกประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้ทันทีโดยอัตโนมัติ แต่จะให้สิทธิประธานในที่ประชุมลงคะแนนเสียงเพื่อชี้ขาดในที่สุดเท่ากับว่าประธานมีสิทธิพิเศษออกเสียงได้สองครั้งเพื่อให้ที่ประชุมได้ข้อยุติ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยทันทีหลังฟังคำแถลงปิดคดีของสองฝ่ายนั้นก็สามารถทำได้ไม่ถือว่าเป็นการรวบรัดเพราะเนื้อหาในคำแถลงปิดคดีนั้นตุลาการได้รับก่อนหน้าที่จะมีการแถลงจริง 1 สัปดาห์ ไม่ใช่ว่าตุลาการได้ฟังในวันแถลง ดังนั้นตุลาการมีเวลา 1 สัปดาห์ในการพิจารณาหากจะวินิจฉัยเลยก็ย่อมทำได้
สุริยะใสระบุผลคดียุบปชป."คนในปล่อยข่าว"
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ แถลงข่าวกรณีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า กำลังส่งสัญญาณความขัดแย้งรอบใหม่ และอาจกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง โดยเฉพาะในขณะนี้มีข่าวปล่อยและกลวิธีในการโยนหินถามทางสารพัดวิธีที่อาจจะทำให้ประชาชนสับสนและคล้อยตาม พรรคขอให้ทุกฝ่ายรอฟังข้อเท็จจริง ผลคำวินิจฉัย และขั้นตอนทั้งหมดจากศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกับการแถลงปิดคดี เพราะจะทำให้สังคมเกิดความสับสนว่าศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการภายใต้การกดดันหรือไม่ ฉะนั้นควรกำหนดวันที่จะอ่านคำตัดสินที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและถูกสังคมมองว่าศาลรัฐธรรมนูญเล่นเกมการเมือง
“ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตุลาการอาจลงมติ 3 : 3 เสียงนั้น อาจเป็นข่าวปล่อยที่หวังผลทางการเมือง และไม่แน่ใจว่ามาจากคนในศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ หากมติออกมาเช่นนั้นจริงก็มีโอกาสเกิดสูญญากาศทางการเมือง”นายสุริยะใส กล่าว
ส่วนกรณีคลิปนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่ามีอำนาจพิเศษสั่งศาลอุ้มพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายสุริยะใสกล่าวว่า อยากให้สังคมฟังหูไว้หู ต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นเหตุเป็นผลและมีน้ำหนักหรือไม่ ที่สำคัญคือพฤติกรรมของนายพสิษฐ์ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมไทย เพราะคลิปที่ทำขึ้นและมีการเผยแพร่ทั้งหมดนายพสิษฐ์ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย



