
หอการค้าไทยสรุปผลสัมมนายื่นเสนอนายกฯ
หอการค้าไทยสรุปผลการสำรวจจากการสัมนา ชี้พร้อมเสนอ 3 แผนต่อนายกรัฐมนตรี มั่นประชาชนหวั่นความมั่นคงทางการเมืองส่งผลกระทบเศรษฐกิจคาดปีหน้าหากการเมืองสงบเศรษฐกิจจะโต 3ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ เลขาธิการสภาหออีสานระบุข้อเสนอเอกชนสู่รัฐ ถูกนำไปปฏิบัติเพียง30%
(28พ.ย.)นายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย สรุปผลสำรวจจากการสัมนาหอการค้าไทยทั่วประเทศครั้งที่ 28 ณ จังหวัดขอนแก่นว่า ได้สรุปผลการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งจะนำเสนอปัญหา 3 อย่างที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจต้องได้รับการปรับปรุงอย่างจริงจัง โดยจะเน้นเรื่องของหัวใจในเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสุดท้ายปัญหาการทุจริตคอรัปชัน โดยได้ยื่นเสนอผ่านนายกรัฐมนตรีในวันที่ 28 พ.ย.53
ผศ.ดร. เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสรุปทางด้านทัศนะต่อปัญหาทางด้านการทุจริตคอรัปชันในประเทศไทยนั้นมีผลกระทบทางด้านการดำเนินธุรกิจมาก โดยคนส่วนใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาของกิจการที่ทำธุรกิจต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษหรือจ่ายอย่างไม่เป็นทางการต่อทางราชการ นักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ประสบผลความสำเร็จ จึงเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยื่นและสมควรที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ด้าน ดร.ยาใจ ชุวิชา ประธานคณะจัดทําการสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงแผนการลดความเหลื่อมล้ำว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่มากถึง 88 เปอร์เซ็นต์ แม้ทางรัฐบาลจะได้เข้ามาช่วยเหลือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งทางด้านการเรียน การประกันสุขภาพ การประกันราคาสินค้า ส่งเสริมโอท็อป การจ่ายเบี้ยยังชีพแก่คนชราและผู้พิการ รวมไปถึงการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งได้ลงความเห็นว่าอยู่ในระดับปานกลางไปจนถึงมาก แต่เพื่อเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและคงที่รัฐบาลต้องเป็นหัวหอกในการเข้ามาแก้ไขปัญหาและรูปแบบของรัฐบาล
ส่วนทางด้าน ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 รัฐบาลควรให้ความสำคัญทางด้านการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม โดยคาดหวังว่าทางรัฐบาลได้ผลักดันโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ระบบชลประทาน และส่วนสุดท้ายการสร้างจิตสำนึกของภาคเอกชน ประชาชน รวมถึงสถาบันการศึกษาเพื่อป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น
ส่วนเศรษฐกิจในปี 2554 นั้น ปัญหาสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งได้ลงความเห็นว่าจะมีการเจริญเติบโต 3-4 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า เนื่องจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็หากปีหน้าการเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากในประเทศและต่างประเทศจนเศรษฐกิจสามารถโตขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในไตรมาส 2
เลขาธิการสภาหออีสานระบุข้อเสนอเอกชนสู่รัฐ ถูกนำไปปฏิบัติเพียง30%
นายทวิสันต์ โลนาณุรักษ์ เลขาธิการสภาหอการค้าภาคอีสาน เปิดเผยในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 28 ที่จ.ขอนแก่น ว่า วันนี้ดีใจที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาร่วมสัมมนาที่จ.ขอนแก่นด้วย เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีการสัมมนาที่เชียงใหม่ และ สงขลานายกฯไม่ได้ไป เพราะมีกระแสเรื่องคนเสื้อแดงและบ้านเมืองไม่ปกติอยู่ แต่ถ้าหากนายกฯไม่มาจะมีนัยะทางการเมืองว่า ผู้นำของประเทศไม่สามารถมาร่วมประชุมกับภาคเอกชน ซึ่งจะมีผลกระทบกับจีดีพีเหมือนกัน ตลาดหุ้น และนักลงทุนต่างชาติ เขาจับตามองเราอยู่แล้วเรื่องนี้เราจะไปอธิบายว่า นายกฯไม่มาเพราะมีม็อบคงอธิบายไม่ได้ อีกทั้งประเทศไทยเองมีการรณรงค์ว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการประชุมของโลก แต่เหตุการณ์แค่มีม็อบประท้วงแล้วผู้นำประเทศไม่กล้ามามันจะอธิบายได้อย่างไร
การมาของนายกฯวันนี้ทำให้บรรยากาศดีขึ้น โดยเฉพาะการเป็นผู้นำประแทศ จะต้องมารับข้อเสนอของภาคเอกชน เพราะที่เราประชุมไม่ใช่แค่ 2 วันในวันงานนี้เท่านั้น แต่เราประชุมกันทั้งปีกว่าจะได้ข้อเสนอนี้ออกมา ทั้งเรื่องปราบคอรัปชั่น การลดความเหลื่อมล้ำ ภาคเอกชนเราเป็นฝ่ายรุกให้รัฐแก้ไข แม้ภาคเอกชนจะรู้ว่าเสียเปรียบเยอะเหมือนกันที่เสนอข้อเสนอแบบนี้ออกมา แต่เพื่อความมั่นคงของประเทศก็จะทำให้ต้องเสนอเรื่องนี้ให้กับรัฐบาล
ส่วนกรณีที่ภาครัฐได้นำเอาข้อเสนอของเอกชนไปสู่การปฏิบัติในการบริหารประเทศชาติได้หรือไม่นั้น นายทวิสันต์ กล่าวว่า ยังน้อยอยู่ อย่างค้าปลีก เราเสนอมาหลายครั้งแล้ว เราเสนอกว่า 100 ราย ว่าการต่อรองของค้าปลีกสูงมาก จะเกิดปัญหาเรื่องตลาดในอนาคตแน่ ผู้ซื้อเสียเปรียบแน่ ตอนนี้เราเสนอไปเยอะ การพูดคุยกันเพื่อกำหนดทิศทางของค้าปลีกรายใหญ่เคยเสนอไปเยอะ แต่วันนี้เราลำบากแล้ว ทุกวันนี้คงไม่ได้ออกมาต่อต้าน แต่การเข้ามาของโมเดริ้นเทรดจะต้องมีกติกา อย่างการรวมกันของ บิ๊กซี กับ คาร์ฟู เป็นเรื่องที่ไทยจะต้องรับรู้และตั้งรับมันให้ได้
"การเสนอไปของเรา รัฐเอาไปทำจริงๆ เพียง 30 % เท่านั้นเอง แต่วันนี้มีแนวโน้มสูง อย่างเรื่องคอรัปชั่น เอกชนก้าวนำไปแล้ว ที่เราทำอย่างนี้ มีการคุยกันว่าถ้าเราไม่ทำ อาจจะไม่มีโอกาสทำแล้วก็ได้ เพราะเรื่องคอรัปชั่นมีเยอะมาก ข้อมูลเชิงลึกไทยคอรัปชั่นเยอะมากกว่า 70 % ข้อมูลนี้ฟังแล้วน่าตกใจ และในที่ประชุมหอการค้าสมาชิก 90 % สนับสนุนให้มีการดำเนินการเร่งปราบคอรัปชั่นและให้มีการยุบรวมสถาบันปราบคอรัปชั่นของไทยที่มีอยู่ให้เหลือเพียงหน่วยงานเดียวและให้เข้มแข็งจะดีที่สุด "นายทวิสันต์กล่าว



