ข่าว

มาร์คดีใจได้ไปขอนแก่นปีหน้าไประยอง

มาร์คดีใจได้ไปขอนแก่นปีหน้าไประยอง

28 พ.ย. 2553

นายกฯเผย ดีใจมีโอกาสมาร่วมรับฟังข้อเสนอของหอการค้า หลัง 2 ปีก่อนไม่ได้ไป เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองวุ่นวาย ปีหน้าถ้ารอดจากคดียุบพรรคและได้รับเสียงสนับสนุนเป็นรัฐบาลจะไปรับข้อเสนอที่ระยองใหม่ พร้อมดัน 2 โครงการหลักพัฒนาอีสาน ทั้งเชื่อมรถไฟจากจีนเข้าอีสาน และ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 พ.ย.53 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาร่วมงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 28 ที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่นราชาออคิด จ.ขอนแก่น ท่ามกลางการอารักขาอย่างแน่นหนาโดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นาย คอยดูแลอย่างเข้มงวด และมีกลุ่มนปช.และคนเสื้อแดงมาประท้วงเพียงประมาณ 120 คนเท่านั้น หลังจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาถึงบริเวณงานได้เยี่ยมชมบอร์ดโครงการต่างๆที่หอการค้าได้จัดทำเอาไว้ด้วยความสนใจอย่างมาก  โดยเฉพาะโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสน และโครงการ 1 บริษัท 1 ชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการสัมมนาครั้งนี้ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 จากนั้นนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้กล่าวสรุปการสัมมนา นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยได้กล่าวนำเสนอผลการสัมมนาต่อนายกรัฐมนตรี โดยเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักที่มีการแบ่งห้องย่อยสัมมนาเพื่อระดมสมอง คือ แผน 11 กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง , ลดความเหลื่อมล้ำ สู่ความปรองดอง และ มุ่งขจัดคอรัปชั่น เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

 จากนั้นนายกฯได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "บทบาทของภาคเอกชนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมไทย"โดยระบุว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสเดินทางมาในวันนี้ เพราะเวทีประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่มีผลสรุปออกมาและมอบให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติต่อ แต่ 2 ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่ปกติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปรับข้อเสนอได้ วันนี้ดีใจมากที่มีโอกาสมาร่วมงาน เพราะเป็นหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลที่จะต้องมารับข้อเสนอและถือได้ว่าปีนี้ทุกอย่างได้เข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

 "ปีหน้าถ้ารอดจากคดียุบพรรคและชนะการเลือกตั้งก็จะเดินทางไปรับข้อเสนอที่ จ.ระยองอีกครั้ง และวันนี้ถือเป็นโอกาสหนึ่งในการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนในการใช้เวที กรอ.เพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป " นายกรัฐมนตรีกล่าว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่มาขอนแก่นในวันนี้เป็นโอกาสของขอนแก่น เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าประชาชนอยู่ภาคนี้ประสบปัญหาเรื่องภาวะความยากจนมาก ทั้งที่ความจริงศักยภาพของอีสานมีมาก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเกษตรเท่านั้น มีเรื่องของวัฒนธรรมและอื่นๆอีก และภูมิภาคนี้จะสามารถเชื่อมโยงต่อประชาคมอาเซียนในอนาคต โดยเฉพาะต่อประเทศจีนที่ภาคอีสานจะมีบทบาทมาก โดยเฉพาะเรื่องหลักๆ 2 เรื่องคือ โลจิสติก และ ระบบน้ำ

 โดยระบบโลจิสติกขณะนี้รัฐบาลไทยอยู่ในช่วงการทำข้อตกลงกับจีน ที่จะมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง จะมีการขยายความกว้างของรางให้มากกว่าในปัจจุบัน ที่จะมีการก่อสร้างเชื่อมโยงจากจีน มา สปป.ลาว มาที่หนองคาย จากหนองคายไปที่อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ และจากกรุงเทพฯจะไปที่จ.ระยอง และ จากกรุงเทพฯจะเชื่อมไปยังภาคใต้ จากใต้ไปมาเลเซียและสิงคโปร์ต่อไป ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงภายในระยะเวลา 4 ปี จะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดใช้ได้ ต่อไปนี้หากจะเดินทางจากขอนแก่นไปกรุงเทพฯอาจจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะรถไฟมีความเร็วถึง 200 กม.ต่อชั่วโมง

  "การเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญของภาคอีสาน เพราะหากมีการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟจากจีนเข้ามาในอีสานจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจากจีนเข้ามา ทั้งเวียดนามเข้ามาในพื้นที่และจะสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมบริการได้มากขึ้น เชื่อมอนุภาคลุ่มน้ำโขง โดยมีสถาบันวิจัยลุ่มน้ำโขงของมหาวิทยาลัยขอนแก่นรองรับอยู่ และจะต้องเกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า ที่จะต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศอาเซียนให้ได้ " นายอภิสิทธิ์กล่าว

        ส่วนประเด็นเรื่องน้ำนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเชื่อมพื้นที่ชลประทาน แต่ใน 1 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่าไม่พอ  ความจำเป็นในการมียุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำสำคัญมาก ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ และรัฐจะร่วมผลักดันโครงการ 1 ไร่ 1 แสนร่วมกับเอกชนด้วย

        ส่วนข้อสรุปจากเวทีประชุม 3 ข้อ ทั้งการดำเนินการตามแผนฯ 11 การลดความเหลื่อมล้ำ และ เรื่องการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญมากที่รัฐบาลจะต้องรับไปดำเนินการต่อ แต่จะให้เพียงหอการค้าไทย-รัฐบาล ร่วมมือกันแค่นี้คงจะไม่ไหว แต่หอการค้าระดับจังหวัด จะต้องร่วมมือกันด้วย เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เอกชนจะต้องกระตุ้นหอการค้าจังหวัดให้ช่วยกันทำงาน
      
 ส่วนการลดความเหลื่อมล้ำ ที่ทำโครงการ 1 ไร่  1แสน ถือเป็นการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเพราะก่อนหน้านี้มีการพูดเรื่อง csr แต่เป็น csr เชิงการตลาด ไม่ได้ลงลึกอย่างจริงจังมากนัก สิ่งที่จะต้องทำต่อเนื่องจากโครงการ 1 ไร่ 1 แสน คือการเดินหน้าต่อทำบัญชีครัวเรือน และ ผลักดันโครงการ "หมอหนี้"เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้หมดไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังหมักหมมและรุนแรง สังคมจะต้องไม่ยอมรับกับเรื่องนี้ แม้ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยโตแบบก้าวกระโดด คะแนนใช้วัดดีขึ้นเล็กน้อย ข้อเสนอเมื่อสักครู่ที่ทำเป็นเรื่องๆ เป็นเรื่องที่จะต้องสมควรแก่การสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างของหน่วยงานปราบคอรัปชั่นที่จะให้มีการรวมกันเพื่อทำการทำงานเป็นเอกภาพยินดีรับข้อเสนอไป
      
 การแสวงหาความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ในการปราบคอรัปชั่นนั้น ตนพยายามผลักดันทุกเวที เร็วๆนี้ ปปช.กับรัฐบาลมีการประชุมนานาชาติเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น การแสวงหาข้อมูลความร่วมมือธุรกิจเอกชนทั้งในและต่างประเทศทั้งในและสากลเช่นกัน  ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้รัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันในส่วนของรัฐบาลที่ได้มีการนำเสนอ การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ ตรงนี้คงไม่ใช่รัฐฝ่ายเดียว เพราะอะไรที่ทำฝ่ายเดียวคงไม่สำเร็จ การปรับปรุงการลดขั้นตอนต่างๆ เป็นหัวใจการปฏิรูปและการบริหารจัดการภาครัฐก็จะต้องเร่งดำเนินการด้วย

 "เจตนารมณ์ที่ประกาศร่วมกันในการปราบปรามคอรัปชั่นนั้น ในช่วง 1-2 ปี ข้างหน้ารัฐบาลจะรับข้อเสนอต่างๆเหล่านี้และจะเดินหน้าดำเนินการให้เป็นจริงต่อไป"นายอภิสิทธิ์กล่าว

เลขาธิการสภาหออีสานระบุข้อเสนอเอกชนสู่รัฐ ถูกนำไปปฏิบัติเพียง30%

 นายทวิสันต์ โลนาณุรักษ์ เลขาธิการสภาหอการค้าภาคอีสาน เปิดเผยในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 28 ที่จ.ขอนแก่น ว่า วันนี้ดีใจที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาร่วมสัมมนาที่จ.ขอนแก่นด้วย เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีการสัมมนาที่เชียงใหม่ และ สงขลานายกฯไม่ได้ไป เพราะมีกระแสเรื่องคนเสื้อแดงและบ้านเมืองไม่ปกติอยู่ แต่ถ้าหากนายกฯไม่มาจะมีนัยะทางการเมืองว่า ผู้นำของประเทศไม่สามารถมาร่วมประชุมกับภาคเอกชน ซึ่งจะมีผลกระทบกับจีดีพีเหมือนกัน ตลาดหุ้น และนักลงทุนต่างชาติ เขาจับตามองเราอยู่แล้วเรื่องนี้เราจะไปอธิบายว่า นายกฯไม่มาเพราะมีม็อบคงอธิบายไม่ได้ อีกทั้งประเทศไทยเองมีการรณรงค์ว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการประชุมของโลก แต่เหตุการณ์แค่มีม็อบประท้วงแล้วผู้นำประเทศไม่กล้ามามันจะอธิบายได้อย่างไร
      
 การมาของนายกฯวันนี้ทำให้บรรยากาศดีขึ้น โดยเฉพาะการเป็นผู้นำประแทศ จะต้องมารับข้อเสนอของภาคเอกชน เพราะที่เราประชุมไม่ใช่แค่ 2 วันในวันงานนี้เท่านั้น แต่เราประชุมกันทั้งปีกว่าจะได้ข้อเสนอนี้ออกมา ทั้งเรื่องปราบคอรัปชั่น การลดความเหลื่อมล้ำ ภาคเอกชนเราเป็นฝ่ายรุกให้รัฐแก้ไข แม้ภาคเอกชนจะรู้ว่าเสียเปรียบเยอะเหมือนกันที่เสนอข้อเสนอแบบนี้ออกมา แต่เพื่อความมั่นคงของประเทศก็จะทำให้ต้องเสนอเรื่องนี้ให้กับรัฐบาล
      
 ส่วนกรณีที่ภาครัฐได้นำเอาข้อเสนอของเอกชนไปสู่การปฏิบัติในการบริหารประเทศชาติได้หรือไม่นั้น นายทวิสันต์ กล่าวว่า ยังน้อยอยู่ อย่างค้าปลีก เราเสนอมาหลายครั้งแล้ว เราเสนอกว่า  100 ราย ว่าการต่อรองของค้าปลีกสูงมาก จะเกิดปัญหาเรื่องตลาดในอนาคตแน่  ผู้ซื้อเสียเปรียบแน่ ตอนนี้เราเสนอไปเยอะ การพูดคุยกันเพื่อกำหนดทิศทางของค้าปลีกรายใหญ่เคยเสนอไปเยอะ แต่วันนี้เราลำบากแล้ว ทุกวันนี้คงไม่ได้ออกมาต่อต้าน แต่การเข้ามาของโมเดริ้นเทรดจะต้องมีกติกา อย่างการรวมกันของ บิ๊กซี กับ คาร์ฟู เป็นเรื่องที่ไทยจะต้องรับรู้และตั้งรับมันให้ได้

 "การเสนอไปของเรา รัฐเอาไปทำจริงๆ เพียง 30 % เท่านั้นเอง แต่วันนี้มีแนวโน้มสูง อย่างเรื่องคอรัปชั่น เอกชนก้าวนำไปแล้ว ที่เราทำอย่างนี้ มีการคุยกันว่าถ้าเราไม่ทำ อาจจะไม่มีโอกาสทำแล้วก็ได้ เพราะเรื่องคอรัปชั่นมีเยอะมาก ข้อมูลเชิงลึกไทยคอรัปชั่นเยอะมากกว่า 70 % ข้อมูลนี้ฟังแล้วน่าตกใจ และในที่ประชุมหอการค้าสมาชิก 90 % สนับสนุนให้มีการดำเนินการเร่งปราบคอรัปชั่นและให้มีการยุบรวมสถาบันปราบคอรัปชั่นของไทยที่มีอยู่ให้เหลือเพียงหน่วยงานเดียวและให้เข้มแข็งจะดีที่สุด "นายทวิสันต์กล่าว