ข่าว

นายกฯชวนรวมใจถวายความจงรักภักดี

นายกฯชวนรวมใจถวายความจงรักภักดี

28 พ.ย. 2553

นายกรัฐมนตรีเชิญชวนประชาชนร่วมงานมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช บริเวณศาลฎีกา งาน "แผ่นดินของเรา" บริเวณลานพระราชวังดุสิต ชมขบวนเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติในแม่น้ำเจ้าพระยา

วันนี้ (28 พ.ย.) เวลา 09.30 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นครั้งที่ 96 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ กลับมาพบกันในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ นะครับ ซึ่งวันนี้เป็นการบันทึกเทปเอาไว้ในช่วงวันเสาร์  เพราะว่าในขณะที่ออกอากาศอยู่นี้ ผมมีภารกิจที่จะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดครับ            

สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นก็มีเรื่องราวหลายเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าพี่น้องประชาชนนั้นให้ความสนใจอย่างมาก และแน่นอนที่สุดครับยังมีปัญหา อย่างเช่นเรื่องของปัญหาน้ำท่วม ซึ่งยังจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการที่จะดูแลแก้ไขฟื้นฟูต่อไป เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ 2 ของรายการจะมีการให้ดูมาตรการและโครงการการฟื้นฟู ระยะเวลาสั้น ๆ ครับที่ได้มีการริเริ่มแล้วตามโครงการที่ผมได้พูดเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ก็คือที่อ่างทอง โคราช และลพบุรี  ซึ่งมีการดำเนินการในเรื่องของการเชิญชวนทุกภาคส่วนเข้าไปร่วมฟื้นฟูพื้นที่ ซึ่งน้ำลดแล้ว และในช่วงท้ายของรายการจะเป็นการสนทนากับพิธีกรรับเชิญในประเด็นที่อยู่ในความสนใจอย่างมากคือปัญหาในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งประเด็นในเรื่องของเขตเลือกตั้ง และในเรื่องของมาตรา 190 รวมไปถึงผลพวงที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรื่องของปัญหาเขตแดน อย่างที่มีคนวิตกกังวลกัน นั่นก็คือส่วนที่จะเป็นช่วงท้ายของรายการที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบประเด็นที่อยู่ในความสนใจเหล่านี้  

ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ สะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2

แต่ผมอยากจะเริ่มต้นรายการในวันนี้ครับ ได้พูดถึงบรรยากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พสกนิกรชาวไทยต่างก็ล้วนแล้วแต่ปลาบปลื้มที่ได้มีโอกาส  บางท่านได้มีโอกาสเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่โรงพยาบาลศิริราช ไปตลอดจนริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฝั่ง ไปจนถึงการที่พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงโครงการตามแนวพระราชดำริ ซึ่งได้มีการเปิดเป็นทางการในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โครงการตามพระราชดำริที่ว่านี้เป็นโครงการพระราชดำริ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2538 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานพระราชดำริ ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจราจร และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำ พื้นที่ที่เกี่ยวข้องตรงนี้ที่สำคัญคือพื้นที่บริเวณบางกระเจ้า บริเวณพระประแดง ซึ่งพูดง่าย ๆ คือว่าแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนจะไหลลงสู่ทะเลจะมีการไหลในลักษณะที่คดเคี้ยว และมีช่วงหนึ่งจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับกระเพาะหมู  ตรงนี้ครับเป็นที่มาของแนวพระราชดำริ เพราะว่าปัญหาที่พี่น้องประชาชนในบริเวณดังกล่าวประสบมาโดยตลอด จะมี 2 ปัญหาคือ ปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าเมื่อใดก็ตามซึ่งน้ำเหนือหลากลงมาจำนวนในปริมาณค่อนข้างจะสูง  พี่น้องในบริเวณนั้นจะได้รับผลกระทบในเรื่องของน้ำท่วม และความจริงก็มีผลย้อนกลับไปจนถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล แม้กระทั่งบางพื้นที่ในภาคกลาง ซึ่งทำให้มีปัญหาในเรื่องว่าทำอย่างไรเราจะสามารถทำให้น้ำสามารถไหลลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น             

ขณะเดียวกันพื้นที่ของจังหวัดสมุทรปราการทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น ก็มีการจราจรที่แน่นหนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องรถบรรทุก  ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริเป็นโครงการทั้ง 2 ส่วน ส่วนแรกคือการอาศัยคลอง ที่เรียกว่าคลองลัดโพธิ์ ซึ่งมีอยู่เดิมตามธรรมชาติ  แต่ว่ามาดำเนินการในการขุดลอกและทำประตูระบายน้ำ พูดง่าย ๆ จะเหมือนกับว่าทำเป็นทางลัดสำหรับการระบายน้ำ ซึ่งตรงนี้ก็มีผลทำให้น้ำซึ่งจะต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง จากเดิมใช้เวลาหลายชั่วโมงก็จะลดลงมาเป็นเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง ที่จะไหลผ่านคลองลัดโพธิ์ ซึ่งโครงการนี้ได้มีการดำเนินการโดยกรมชลประทาน และเสร็จสิ้นมาตั้งแต่ปี 2549 และเริ่มมีการใช้ประตูระบายน้ำระบายน้ำดังกล่าวไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

โครงการตรงนี้ขณะนี้พิสูจน์ได้ชัดเจนครับ  ทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเคยประสบกับปัญหาน้ำท่วมปีแล้วปีเล่า โดยเฉพาะปีไหนที่น้ำเยอะหรือมีน้ำหลากมาจากภาคเหนือนั้น หลังจากโครงการนี้ดำเนินการสำเร็จ พื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องของน้ำท่วมอีกต่อไป  ขณะเดียวกันการที่เราสามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้นตรงนี้ ก็มีส่วนสำคัญในการลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ที่เหนือขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี หรือปทุมธานี 

พร้อม ๆ กันไปก็มีแนวพระราชดำริในเรื่องของการทำสะพาน ซึ่งปัจจุบันได้รับพระราชทานนามเป็นสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เป็นสะพานขึงที่เชื่อม และทำให้เกิดสิ่งที่เป็นเรียกว่าถนนวงแหวนขึ้นมา กรณีก็คือถนนวงแหวนอุตสาหกรรม ทำให้การจราจรที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้  โดยเฉพาะก็คือรถบรรทุกต่าง ๆ แทนที่จะต้องเข้ามาสู่บริเวณใจกลางเมือง ก็สามารถใช้สะพาน 2 สะพานนี้เชื่อมเป็นวงแหวน และเลี่ยงการที่จะเข้าเมืองเข้ามา และทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด เพราะฉะนั้น ในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ทางเรือ เพื่อทรงเปิดโครงการตามแนวพระราชดำรินี้  ก็ได้มีการทำสารคดีซึ่งพี่น้องประชาชนอาจจะได้รับชมจากรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ไปแล้ว ที่พี่น้องประชาชนในบริเวณนั้นต่างก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่สามารถได้รับการคลี่คลายแก้ไขปัญหาในทั้ง 2 เรื่อง  

กิจกรรมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม

ผมเองนั้นได้มีโอกาสตามเสด็จฯ อยู่บนเรือ ก็ต้องขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าบรรยากาศที่พี่น้องประชาชนสองฝั่งแม่น้ำ ได้ตั้งใจในการที่จะเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมง เป็นบรรยากาศที่ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นล้วนแล้วแต่มีความสุข  แล้วก็เป็นบรรยากาศที่ผมคิดว่าในสัปดาห์ข้างหน้าครับเนื่องในโอกาสสำคัญของวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม  ก็อยากจะเห็นพี่น้องประชาชนได้มีความสุขในการร่วมกันเฉลิมฉลองงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งรัฐบาลนั้นได้มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 โดยได้ใช้แนวคิดและใช้ชื่อว่า “แผ่นดินของเรา” ซึ่งงานสำคัญ ๆ ที่ผมจะเรียนให้ทราบในรายละเอียดเพื่อเชิญชวนพี่น้องประชาชนในการเข้าร่วม จะมีทั้งในส่วนกลาง ทั้งในส่วนภูมิภาค ทั้งในส่วนของพิธีทางศาสนาและด้านอื่น ๆ นะครับ

ในส่วนกลางนั้นจะมีงาน 3 ส่วนสำคัญ ส่วนแรกจะเป็นการจัดงานมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช ซึ่งเป็นงานที่มูลนิธิ 5 ธันวามหาราชได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประเพณีทีเดียว ซึ่งการกำหนดการจัดการในปีนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ระหว่างวันที่ 1 – 6 ธันวาคม ซึ่งบริเวณที่ใช้ เนื่องจากขณะนี้มีการปรับปรุงเรื่องของภูมิทัศน์ของสนามหลวง  ก็จะไปจัดที่บริเวณศาลฎีกา ซึ่งตรงนี้จะมีทั้งพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช และสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า พิธีอุปสมทบ พิธีเปิดงาน พิธีถวายพระพรชัยมงคลของศาสนาต่าง ๆ  พิธีทำบุญตักบาตร พิธีถวายเครื่องราชสักการะ และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล รวมไปจนถึงพิธีอัญเชิญเครื่องราชสักการะ ไปจนถึงการปิดงาน ซึ่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2553 นั้น จะมีกิจกรรมเดินเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา จะเสด็จเป็นประธาน และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร  ซึ่งทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จะเสด็จฯ มาเป็นประธานด้วย  ส่วนการจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลนั้นจะเป็นเหมือนกับทุกปี คือจะเกิดขึ้นในเวลา 19.19 น. ที่บริเวณศาลฎีกา

ส่วนที่ 2 จะเป็นการจัดงานที่เรียกว่า “แผ่นดินของเรา” ที่บริเวณลานพระราชวังดุสิต หรือที่พี่น้องประชาชนจะรู้จักกันคือลานพระบรมรูปทรงม้า นั่นเอง ซึ่งงานนี้จะจัดตั้งแต่วันที่ 1 – 9 ธันวาคม 2553 เป็นงานที่จะจัดขึ้นทุกวันในช่วงดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.00 น. คือห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่มนั่นเอง ในงานจะแบ่งพื้นที่บริเวณนั้นเป็นกลุ่มต่าง ๆ แล้วจะมีหน่วยงานต่าง ๆ มาจัดแสดงนิทรรศการ เช่น กลุ่มการแสดงนิทรรศการของกระทรวง 20 กระทรวง กลุ่มการแสดงนิทรรศการของภาครัฐวิสาหกิจและเอกชน  กลุ่มจังหวัดซึ่งเราแบ่งเป็น 18 กลุ่มจังหวัด และจะมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP และมีกลุ่ม 50 เขตของกรุงเทพมหานคร เป็นการจำหน่ายสินค้าอาหารเครื่องดื่มที่หลากหลาย และนอกจากการจัดนิทรรศการ และมีการจำหน่ายสินค้าอาหารเครื่องดื่มแล้ว จะมีเวทีที่จัดเอาไว้สำหรับพิธีถวายพานพุ่มเครื่องราชสักการะ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐและภาคเอกชนสามารถที่จะมาร่วมในการถวายพานพุ่มเป็นเครื่องราชสักการะได้  และจะมีพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญครับงานนี้จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม ทั้งจากนักแสดงพื้นบ้าน  นักแสดงที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งศิลปินชั้นนำจากค่ายดนตรีต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง การแสดงของชาติต่าง ๆ นั้นจะมีมาร่วมถึง 9  ประเทศ คือเกาหลีใต้ อินเดีย ศรีลังกา ตุรกี สวิสเซอร์แลนด์ สโลวาเกีย บัลแกเรีย โปแลนด์ และประเทศไทย  สำหรับรูปแบบและแนวคิดในการจัดงานในแต่ละวันนั้น จะไล่เรียงกันไป ประกอบด้วย “แผ่นดินของเรา”  “ทูลละอองฉลองพระชนม์”  “รวมกมลถวายพระพร”  “มิ่งขวัญทวยนาคร” “ถวายบังคมบรมราชา”  “พระบารมีเกริกเกรียงไกร”  “รวมน้ำใจกตัญญุตา”  “พระก่อพระเกื้อหล้า”  และ “พระชนมพรรษาสถาพร”

ส่วนที่ 3 ของงานจะเป็นการจัดขบวนเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 18.00 น. ตรงนี้จะมีขบวนเรือประดับไฟประมาณ 32 ลำ และจะมีขบวนเรือจากจังหวัดต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วยเช่นเดียวกัน โดยขบวนเรือจะตั้งบริเวณโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล  นอกจากนั้นจะมีเวทีแสดงซึ่งจะอยู่ในกลางน้ำ เป็นการฉายภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ “หนึ่งในน้ำพระราชหฤทัย” ซึ่งมีทั้งสิ้น 7 เรื่อง โดยเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งสิ้น 7 เรื่องนั้นก็มี   เรื่องเดียวกัน ราชประชานุเคราะห์ เหรียญของพ่อ อาม่า จากฟ้าสู่ดิน คนล่าเมฆ และแผ่นดินของเรา  ซึ่งภาพยนตร์สั้นเหล่านี้เมื่อฉายในงานเฉลิมพระเกียรตินี้แล้ว จะมีการดำเนินการที่จะให้เผยแพร่ไปในการฉายตามโรงภาพยนตร์ ไปจนถึงตามจังหวัดต่าง ๆ ด้วย  ซึ่งภาพยนตร์ในวันนั้นจะฉายผ่านจอม่านน้ำ  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์  และจะมีการจัดทำวีซีดีภาพยนตร์จำนวน 5 ล้านชุดเพื่อแจกให้ประชาชนทั่วประเทศด้วย

สำหรับในส่วนของภูมิภาค  ทุกจังหวัดจะจัดพิธีและกิจกรรมในวันที่ 5 ธันวาคม พร้อมกันทั่วประเทศซึ่งจะมีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ พิธีลงนามถวายพระพร กิจกรรมบำเพ็ญพระราชกุศล กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์  พิธีถวายเครื่องราชสักการะ พิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล  และจะมีการจัดฉายภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ 7 เรื่อง และการแจกวีซีดีดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

นอกจากนั้นจะมีการจัดพิธีและกิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ มีพิธีอุปสมทบพระสงฆ์ จำนวน 7,056 รูป จัดพิธีในกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 วัด และพิธีทุกจังหวัด ๆ ละ 1 วัด พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 84 รูป  ในโครงการทำดี 9 เช้า 9 วัน 9 วัด  ระหว่างวันที่ 1 – 9 ธันวาคม เวลา 07.00 น. ที่ลานพระราชวังดุสิต  พิธีศาสนาของ 5 ศาสนา ในวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 15.00 น. ณ อาคารใหม่สวนอัมพร  พิธีละหมาดของศาสนาอิสลาม ในวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 12.00 น. และมัสยิดทุกแห่งทั่วประเทศ พิธีบูชาขอบพระคุณนมัสการพระเจ้าของศาสนาคริสต์ ในวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 08.00 น. ณ โบสถ์ทุกแห่งทั่วประเทศ  พิธีสวดถวายพระพรของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ในวันที่ 5 ธันวาคม เวลา  08.00 น. และเวลา 19.29 น. ณ โบสถ์เทพมณเฑียร และมีพิธีของศาสนาซิกข์  ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่  9 ธันวาคม ณ วัดซิกข์ทุกแห่งทั่วประเทศ ไปจนถึงพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตตภาวนา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และทุกวัดทั่วประเทศ  ซึ่งจัดพิธีไปแล้วรวม 3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายจะกำหนดในวันที่ 4 ธันวาคม เวลา 16.00 น. รวมไปจนถึงการมีโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ระหว่างวันที่  3 – 7 ธันวาคม 2553 ณ พุทธมณฑล 

อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมพระเกียรตินะครับ  จริง ๆ แล้วจะมีกิจกรรมที่หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานอื่น ๆ จัดเพิ่มเติมขึ้น เช่น โครงการพาพ่อเที่ยว และโครงการอื่น ๆ ซึ่งผมคิดว่าตลอดระยะเวลาของช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้เป็นโอกาสดีที่พี่น้องประชาชนในฐานะพสกนิกรชาวไทย จะได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีถวายพระพร และร่วมกันเฉลิมฉลองในงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้  ผมก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้รวมใจเป็นหนึ่งเดียวในโอกาสสำคัญนี้ในการถวายความจงรักภักดีครับ

ครม.อนุมัติโครงการช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม 

ขอเรียนพี่น้องประชาชนนะครับว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น  แม้ว่าความสนใจอาจจะอยู่ที่การประชุมร่วมของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ว่างานสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนนั้นก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม นอกเหนือจากงานฟื้นฟู  ซึ่งเดี๋ยวสักครู่จะมีภาพและบรรยากาศของโครงการของการฟื้นฟูแล้ว สิ่งที่รัฐบาลได้มีมติไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของเมล็ดพันธุ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่หลายพื้นที่ขณะนี้ได้มีความต้องการ  ว่าเมื่อน้ำเริ่มลดต้องการที่จะดำเนินการในเรื่องของการเพาะปลูก เพราะฉะนั้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการอนุมัติโครงการในการช่วยเหลือในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม  โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ เพราะว่าความพร้อมหรือความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ในการเพาะปลูก จังหวะเวลาจะไม่ตรงกัน แต่ว่าในระยะแรกนั้นจะมีการช่วยเหลือในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ  16,400 ตัน แล้วจะเป็นเงินงบประมาณ ประมาณ 320 ล้านบาท และขณะนี้เมล็ดพันธุ์นั้นพร้อม เพียงแต่ว่ากำลังสำรวจพื้นที่ในการที่จะไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน  โดยการแจกจ่ายนี้จะดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วจะไปสิ้นสุดลงประมาณในช่วงกลางเดือนมกราคม ระหว่างวันที่ 15 – 20 มกราคม

ในพื้นที่ในช่วงนี้อาจจะยังไม่มีความเหมาะสม แต่ว่าต้องการความช่วยเหลือนั้น คณะรัฐมนตรีก็อนุมัติหลักการในการช่วยเหลือในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นเงินอีกประมาณ  100 กว่าล้านบาท ก็อีกประมาณหลายพันตัน ที่จะมีการช่วยเหลือเพิ่มเติมไป  แต่ว่ายังไม่มีตัวเลขขั้นสุดท้าย เพราะว่าจะต้องไปสำรวจบรรดาพื้นที่ต่าง ๆ ที่จะไปให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน 

สภาพัฒน์ฯ คาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.9

นอกจากเรื่องนี้แล้ว คณะรัฐมนตรียังได้มีการพิจารณา และรับทราบในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และผมเองได้มีการพิจารณาในเรื่องของการทำงานทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าเราได้รับทราบจากตัวเลขทางการว่า ปีนี้เศรษฐกิจทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ในอัตราที่ใกล้เคียง    ร้อยละ 8 ตัวเลขล่าสุด  ตัวเลขล่าสุดของทางคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้แถลงออกไปหลังจากที่มีตัวเลขในไตรมาสที่ 3 ก็อยู่ที่ร้อยละ 7.9 บางหน่วยงานอาจจะต่ำลงมากว่านั้นนิดหนึ่งที่มีการคาดการณ์เอาไว้ เพราะว่าคิดว่าอาจจะมีผลกระทบทางด้านลบในเรื่องน้ำท่วมบ้าง และจากเศรษฐกิจโลกซึ่งยังมีความผันผวนอยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ การแก้ปัญหาของรัฐบาลในเรื่องนี้  ขอเรียนยืนยันว่ามาตรการในการที่เราได้วางไว้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการต่าง ๆ และโดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูที่จะต้องเกิดขึ้นจากน้ำท่วมนั้น จะทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลยังเป็นกำลังสำคัญ ในการที่จะช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องต่อไป

คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ

ขณะเดียวกันการเพิ่มกำลังซื้อให้กับพี่น้องประชาชนก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการอย่างใกล้ชิด เพราะว่าในส่วนของข้าราชการนั้นมีความชัดเจนไปแล้วในเรื่องของเงินเดือนที่จะขึ้นในเดือนเมษายน ขณะนี้ก็กำลังเร่งพิจารณาในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะเป็นอำนาจของคณะกรรมการ 3 ฝ่าย หรือคณะกรรมการไตรภาคี แต่แนวโน้มขณะนี้คิดว่าจะสามารถเพิ่มค่าแรงได้ ประมาณ 10 บาท อันนี้ยังเป็นตัวเลขคร่าว ๆ อยู่  แต่ว่าอันนี้จะแสดงให้เห็นว่าเป็นความตั้งใจขณะนี้ของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในการที่จะรักษากำลังซื้อของประชาชน 

ขณะเดียวกันปัญหาในเรื่องของค่าครองชีพ ดังที่ผมได้กล่าวแล้วว่าจะเป็นหัวข้อสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลกำลังทำในลักษณะของบูรณาการเป็นเรื่องเร่งด่วน  ก็จะมีเรื่องของราคาของอาหาร และได้เริ่มต้นในการได้ตัวเลขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพลังงาน โดยขณะนี้จะมีการกำหนดนโยบายในเรื่องของราคาของแก๊สหุงต้ม ในเรื่องของเอ็นจีวี  เนื่องจากว่าการตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของ 6 เดือน 5 มาตรการ และในเรื่องของราคาแก๊สที่มีการตรึงเอาไว้  จะไปสิ้นสุดลงทั้งสิ้นปีนี้ และเดือนกุมภาพันธ์ตามลำดับ  ซึ่งกำลังจะมีการพิจารณานำหยิบยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อทบทวน แล้วก็มีการตัดสินใจในเร็ววัน โดยคำนึงถึงผลกระทบในเรื่องของค่าครองชีพที่พี่น้องประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบอยู่จากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งยังมีลักษณะของความผันผวน แม้ว่าการฟื้นตัวจะมีความชัดเจนอยู่ครับ พักกันสักครู่นะครับเดี๋ยวไปดูในเรื่องของการฟื้นฟูน้ำท่วม และหลังจากนั้นกลับมาพูดคุยกับพิธีกรรับเชิญในเรื่องของปัญหาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้งในเรื่องของเขตเลือกตั้งและปัญหามาตรา 190 และปัญหาที่พี่น้องประชาชนบางส่วนมีความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของกัมพูชาครับ

ช่วงที่ 2

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย) ตอนนี้อยู่ที่จังหวัดอ่างทอง วันนี้มาร่วมงานกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก ซึ่งจัดเรื่องตลาดนัดธารน้ำใจ  ที่นี่เขาจะมีโครงการในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัย  ผมก็ไปที่วัดชัยมงคล ที่ตำบลในเมือง ที่นี่นะครับ เลยมอบเงิน 5,000 บาทซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น  อยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัยทั่วประเทศ ทั้ง 50 จังหวัด  ตอนนี้การจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้น 5,000 บาทนั้นก็ดำเนินการไปโดยธนาคารออมสินได้แสนกว่ารายแล้ว และภายในสิ้นเดือนนี้ตั้งใจจะจ่ายให้ครบทั้ง 5 แสนกว่ารายเบื้องต้น  จากนั้นแล้วจะเป็นเรื่องของภาคใต้ และนอกจากนั้นคณะรัฐมนตรีมีการอนุมัติเงินเยียวยาเบื้องต้น 5,000 บาทเพิ่มเติมให้แก่จังหวัดอีก 10 กว่าจังหวัด  ซึ่งน้ำท่วมก่อนวันที่ 10 ตุลาคม ในกรณีนี้จะรวมทั้งจังหวัดภาคกลาง เช่น แถวเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และบางจังหวัดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 3,000 กว่าหลัง คิดว่าไม่เกินกลางเดือนธันวาคม พี่น้องทั้งเกือบ ๆ  1 ล้านครัวเรือน จะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้น 5,000 บาท แล้วตั้งใจว่าจะคุยกับธนาคารออมสินให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด           

นอกจากเงิน 5,000 บาทแล้วยังมีข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา  ความจริงแล้วมีนาได้รับผลกระทบเยอะ และมีคนขอมาบอกว่าเรื่องของนา ความจริงรัฐบาลได้ปรับเงินชดเชยจากไร่ละ 600 บาทเป็น 2,098 บาท และต้องรวมเงินที่จะต้องไปซื้อพันธุ์ข้าวด้วย  แต่เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าคนเดือดร้อนเยอะ และตอนนี้หลายจังหวัดที่ผมไปมา จะโคราชก็ดี จะจังหวัดลพบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จะสระบุรีก็ดี  ข้าวในยุ้งไปกับน้ำท่วมหมด มีอีกหลายจังหวัดที่มีสภาพนี้  อ่างทองก็เช่นเดียวกัน  วันนี้ถามชาวบ้านบอกว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกนามี 21 ไร่ บางคนหมดเลยครับ ไม่เหลือ ฉะนั้น 2,098 บาทจะได้ไปช่วยเหลือเบื้องต้น ต่อไร่  แต่รัฐบาลเมื่อวานนี้ก็มีมติครม.โดยท่านนายกฯ ก็มอบบอกว่าให้มีการช่วยเหลือเรื่องพันธุ์ข้าว โดยการช่วยเหลือพันธุ์ข้าวจะให้กับเกษตรกรที่อยู่ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร และจะให้สำหรับคนที่จะปลูกเดือนธันวาคม กับมกราคมนี้ก่อน รวมแล้ว 4 ล้านกว่าไร่  ต่อคนจะช่วยไม่เกิน 10 ไร่ ๆ ละ 10 กิโลกรัม เพราะจะดูจากนา เช่น ถ้าทำนาดำ ก็ไร่ละ 5-6 กิโลกรัม นาหว่านไร่ละ 10 – 15 กิโลกรัม  รัฐบาลจะช่วยอยู่ที่ไร่ละ 10 กิโลกรัม  ฉะนั้น ถ้ามี 10 ไร่ก็ได้ไป 100 กิโลกรัม  อันนี้ก็ช่วยได้เยอะ 

ขณะนี้กรมการข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ประชุมร่วมกันกับทางเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ  เพื่อดูพื้นที่ ซึ่งจุดที่เน้นเรื่องข้าวมากที่สุด น่าจะเป็นภาคอีสานกับภาคกลาง โดยเฉพาะทั้งลุ่มแม่น้ำมูล แม่น้ำชี ไม่ว่าจะเป็นสตึก บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม  ยโสธร  อุบลราชธานี  รวมถึงจังหวัดที่ลงมาถึงทางฝั่งขอนแก่น นครราชสีมา  ฝั่งภาคกลางจะมีที่ราบลุ่มภาคกลางมีหลายจังหวัด จะเป็นอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี หรือที่ไหนก็ตาม  รวมถึงจังหวัดอื่นด้วย  ก็ได้รับประโยชน์จากเรื่องของพันธุ์ข้าว  ก็จะมีข้อกังวลว่าพันธุ์ข้าวจะเอามาจากที่ไหน และจะเพียงพอหรือไม่  กระทรวงเกษตรฯ คำนวณไว้แล้ว  ในเวลานี้กรมการค้าเองนอกจากประชุมกันแล้ว  มีงบประมาณจากรัฐบาลไปให้เบื้องต้น 380 ล้านบาท ก็จะจัดหาพันธุ์ข้าวโดยจะเอาจากศูนย์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้ได้ครบจำนวน แล้วจะทยอยแจกถึงมือของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ชาวนาได้ปลูกข้าว เพราะเรารู้ว่าข้าวคือวิถีชีวิตของคนไทย  ในยุ้งฉางของเราถ้ามีข้าวเต็ม  ความมั่นคงทางอาหารก็มี  นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเข้าใจดีถึงหัวอก ถึงความทุกข์เดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรคนไทย ฉะนั้น รัฐบาลเองก็อยากเห็นคนยืนได้ด้วยขาของตัวเอง เช่นเดียวกับที่โครงการฟื้นไทยด้วยใจไทยทั้งชาติ  ซึ่งตอนนี้เราทำไปแล้ว 4 จังหวัดคือ ที่นครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี และที่โคราช ก็มีทั้งไปซ่อมถนน ซ่อมบ้าน ซึ่งหลาย ๆ คนซึ่งเป็นอาสาสมัครมาจากบริษัท มาจากทหาร มาจากฝ่ายพลเรือน มาจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็สร้างกำลังใจและรอยยิ้มให้กับพี่น้องประชาชน เป็นการช่วยเหลือดูแลกันภายหลังจากน้ำท่วม พี่น้องจากกรมอาชีวะ นักเรียนนักศึกษาก็มาช่วยกันเยอะครับ 

ฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติจะเดินหน้าต่อนะครับ สัปดาห์หน้าจะไปที่ชัยภูมิ ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี และจะตามลงไปที่ภาคใต้ ตามลำดับ รวมทั้งในภาคกลางด้วย ซึ่งตอนนี้น้ำเริ่มลดแล้วด้วยการลงไปช่วยกันดูแล  แต่สถานการณ์คงยังต้องจับตาดูต่อไปที่บริเวณลุ่มน้ำชี  เพราะฉะนั้น สถานการณ์โดยรวมทั่วประเทศขณะนี้ น้ำเริ่มคลี่คลายสู่ภาวะปกติ  ก็ยังเหลือจะต้องดูเรื่องน้ำท่วมขัง ซึ่งมีอีกหลายที่ และท่านนายกฯ ก็เป็นห่วงมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะดูแลต่อไปก็คือคุณภาพชีวิตของคน  มีอีกหลายโครงการนะครับที่อยากให้พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้ทราบว่า รัฐบาลตั้งใจที่จะช่วยเหลือดูแลให้ท่านสามารถยืนได้ด้วยตัวของท่านเอง ก็อยากจะให้ความมั่นใจ  ให้ความสบายใจ  ให้กำลังใจกับพี่น้อง รวมถึงขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ช่วยเหลือดูแลเรื่องน้ำท่วมอย่างดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล รวมถึง อบจ.และอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยทั้งหลาย  รวมถึงภาคเอกชน สื่อมวลชนด้วยนะครับ  อันนี้ก็อยากจะเรียนกับพี่น้องไว้ครับ