ข่าว

คลิป"พสิษฐ์ ศักดาณรงค์"โผล่"ยูทูบ"

คลิป"พสิษฐ์ ศักดาณรงค์"โผล่"ยูทูบ"

28 พ.ย. 2553

"จรัญ"รับถ้าเสียงตุลาการคดี ปชป.เท่ากัน 3:3 มีปัญหาแน่ เหตุ ก.ม.ไม่เขียนทางออกไว้ ผู้พิพากษาแนะผ่าทางตันให้ปธ.ศาลรธน.ชี้ขาดหรือลงมติหลายรอบจนรู้ผล "พสิษฐ์" โผล่ยูทูบ เปรียบศาล รธน.เป็นนิคมอุตฯ อย่าสองมาตรฐานกับบริษัท

ยิ่งใกล้วันแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นเท่าใด กระแสความกดดันที่มีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน มีการเผยแพร่คลิปของ นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาอีกระลอก

 โดยผู้ใช้นามแฝงว่า judo585 ได้โพสต์ในเว็บไซต์ www.youtube.com ระบุว่าเป็นคลิปเปิดใจนายพสิษฐ์ โดยยกย่องว่า เป็นผู้ปิดทองหลังพระ ซึ่งเนื้อหาคลิปเป็นการเปรียบเปรยสื่อไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ มีความยาวประมาณ 6 นาที พร้อมด้วยจดหมายที่เขียนด้วยลายมือและลายเซ็นที่อ้างว่าเป็นของนายพสิษฐ์กำกับ ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553

 นายพสิษฐ์กล่าวในคลิปว่า "วันนี้ ผมได้พ้นจากหน้าที่ต่างๆ หมดสิ้นแล้ว วันนี้กระผมได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับท่านและมีการติดต่อสื่อสารกันเป็นครั้งแรก...มีเรื่องจะเล่าให้ฟังว่า มีบริษัทอยู่บริษัทหนึ่งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง บริษัทนี้มีประธานบริษัท มีกรรมการบริหารบริษัท และมีเจ้าหน้าที่บริษัท วันหนึ่งผู้จัดการดูแลโครงการของนิคมมาบอกประธานบริษัทว่า ให้บริษัทนี้ยุติการติดต่อสัมพันธ์กับบริษัทอื่นๆ ที่มีหน้าที่เอาวัตถุดิบต่างๆ เข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับทางบริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านั้นก็มีหลายบริษัท แต่ผู้จัดการของนิคมอุตสาหกรรมมาบอกประธานบริษัทว่าให้เลือกบางบริษัทนั้นอยู่ ติดต่อบริษัทนั้นได้ แต่บางบริษัทก็ไม่สมควรให้อยู่ ทั้งๆ ที่บริษัทเหล่านั้นก็ทำผิดข้อบังคับของทางนิคม"

 "ถ้าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยึดมั่นในความถูกต้องก็คงไม่สามารถอดรนทนอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าคิด คือ กระแสจากบุคคลภายนอกบริษัทสามารถบอกให้บริษัทนั้นซ้ายหันขวาหันได้ ตรงนี้เป็นเรื่องน่ากลัว และที่น่ายิ่งยวด คือ การซ้ายหันขวาหันได้นั้นไม่สมควรจะเกิดขึ้น ดังนั้นทุกอย่างควรจะมีความตรงไปตรงมา ในการดูแลบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในมาตรฐานเดียวกัน วันนี้ กระผมเป็นเพียงแค่นาฬิกาปลุก หวังอย่างยิ่งว่าคงจะเข้าใจในสิ่งที่กระผมพูด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรรมการบริหารบริษัทนี้ และประธานกรรมการบริหารบริษัทนี้ จะไม่ใช้คำว่ารอการกำหนดโทษกับบางบริษัทที่ผู้จัดการบริษัทให้การสนับสนุนอยู่" นายพสิษฐ์ กล่าว

"จรัญ"ชี้ถ้าแต้มเท่ากันมีปัญหาแน่

 นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข่าวว่ามีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีข้อ 11 ระบุว่า หากที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคะแนนเสียงเท่ากัน ต้องยกประโยชน์ให้แก่การคัดค้าน ซึ่งจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ว่า เป็นความคลาดเคลื่อน ข้อกำหนดดังกล่าวใช้กรณีการร้องคัดค้านว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดมีอคติกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงต้องให้ที่ประชุมตุลาการพิจารณาคำคัดค้าน หากที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากันให้ถือตามคำคัดค้าน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องถอนตัวไป

 "ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้ใช้กับการตัดสินคดี เพราะข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย ไม่ได้มีการเขียนไว้ว่า กรณีการลงมติในการวินิจฉัยคดีและคะแนนเสียงเท่ากันจะทำอย่างไร และไม่มีการเขียนว่าให้ยกประโยชน์ให้แก่ผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นปัญหาเหมือนกันหากโหวตแล้วเกิดคะแนนเสียงเท่ากันขึ้น แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดกรณีที่โหวตแล้วคะแนนเสียงเท่ากัน จึงไม่มีการเขียนหาทางออกในเรื่องนี้ไว้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญว่า หากคะแนนเสียงลงมติในการวินิจฉัยคดีเท่ากัน จะเป็นอย่างไร" นายจรัญ กล่าว

 นายจรัญ ระบุว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกจุดหนึ่ง คือ กรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถอนตัวจากคดีไป แต่เสียงในการวินิจฉัยคดีก็ต้องใช้ 5 เสียงเป็นอย่างน้อย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 5 คน ไม่ใช่ใช้เสียงข้างมากของตุลาการเท่าที่เหลืออยู่ในการวินิจฉัยคดีนั้น

แนะให้ปธ.ตัดสิน-ลงมติหลายรอบ

 ขณะที่แหล่งข่าว ซึ่งเป็นผู้พิพากษารายหนึ่ง เสนอแนะทางออกกรณีที่เสียงของตุลาการเท่ากัน 3 ต่อ 3 ว่า อาจใช้วิธีให้ประธานที่ประชุมคือประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ลงคะแนนอีกครั้งหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด หรืออาจใช้วิธีลงคะแนนหลายรอบก็ได้ จนกว่าจะได้เสียงข้างมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตกลงกันเสียก่อนว่า จะใช้วิธีอย่างไรในกรณีที่โหวตแล้วเกิดคะแนนเสียงเท่ากัน ไม่ใช่มาตกลงกันในภายหลังที่มีการโหวตกันแล้วเกิดคะแนนเสียงเท่ากัน

"ไพศาล"ทวิตถ้าถอนตัวอีก 2 วุ่นแน่

 นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ทวิตข้อความในเว็บไซต์ www.twitter.com  โดยระบุว่า "ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถอนตัวอีก 2 คน ที่เหลือจะตัดสินคดีไม่ได้ ถ้าถอนหมดต้องพิจารณาคดีใหม่ สนุกวุ้ย"
กกต.มอบอัยการแถลงปิดคดี

 นายกฤช เอื้อวงศ์ หนึ่งในคณะทำงานที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มอบหมายให้ดำเนินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตผอ.สำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กกต. เปิดเผยว่า สำหรับการแถลงปิดคดีด้วยวาจาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดให้คู่กรณีมาแถลงปิดคดีนั้น ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาว่าให้ใช้เวลาเท่าไร แต่ในส่วนของกกต. หลังจากได้ส่งคำปิดคดีเป็นเอกสารจำนวน 86 แผ่น ให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว กกต.ก็ได้สรุปคำแถลงปิดคดีแบบย่อจาก 86 แผ่นเหลือเพียงแค่ 18-20 แผ่น ซึ่งการแถลงคดีด้วยวาจาของกกต.เบื้องต้นตั้งไว้อยู่ประมาณ 30 นาที ซึ่งการแถลงของกกต.ก็จะอยู่ในกรอบ 5 ประเด็น ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งประเด็นไว้ และไม่มีประเด็นอะไรเพิ่มเติม ซึ่งกกต.ได้มอบให้ นายกิตินันท์ ธัชประมุข อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นผู้แถลงปิดคดี

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1. กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตามคำร้องอยู่ในบังคับพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 3.พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ 4.พรรคประชาธิปัตย์จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองปี 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ 5.กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกตัดสิทธิ หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)ฉบับที่ 27 เรื่องการแก้ไขประกาศคปค.ฉบับที่ 15 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 หรือพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 หรือไม่ อย่างไร

ศาลเชื่อไม่รุนแรง-คาดคนฟังหลักพัน

 เวลา 10.00 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมหากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาร่วมรับฟังการแถลงปิดคดีด้วยวาจาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีหน่วยปราบจลาจลในท้องที่ของทุกหน่วยมาซักซ้อม นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้นำแผงเหล็กมากั้นด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ฝั่งที่ติดถนนแจ้งวัฒนะ ติดกับสำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาติดตามรับฟังประมาณ 500-1,000 คน คาดว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง

มาร์คสั่งรมต.เคลียร์คิวฟังคำตัดสิน

 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เชิญแกนนำพรรคมาหารือในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เนื่องจากวันที่ 29 พฤศจิกายน เป็นการแถลงปิดคดียุบพรรคด้วยวาจาโดย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ในฐานะหัวหน้าคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย

 ส่วนวันที่ 29 พฤศจิกายน นายอภิสิทธิ์ได้นัดหมายกับแกนนำพรรค และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ให้มาขึ้นรถตู้โดยพร้อมเพรียงกันเพื่อเดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐมนตรีเคลียร์คิวงานทั้งหมดเพื่อไปเป็นกำลังใจในการแถลงปิดคดี เพราะคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินในวันเดียวกัน โดยที่ผ่านมาพรรคได้ส่งคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือไปแล้วก่อนหน้านี้ 1 เดือน และที่ผ่านมาคดีของพรรคการเมืองอื่นในคดียุบพรรค เคยมีการแถลงคำปิดคดีในช่วงเช้า และตัดสินคดีในช่วงบ่ายเลย

ยังกั๊กตอบเรื่องนายกฯสำรอง

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถอนตัวจากการเป็นตุลาการเป็นคนที่ 3 ว่า คงเป็นไปตามแนวปฏิบัติ เพราะเมื่อเป็นคู่กรณี โดยมารยาทก็ต้องถอนตัวก็ถือเป็นเรื่องของทางศาล ส่วนการพิจารณาคดีจะมีปัญหาหรือไม่คงไม่มีใครตอบได้ อยู่ที่วันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งองค์คณะที่เหลืออยู่ก็เป็นผู้ลงคะแนน

 เมื่อถามว่า หากเสียงการตัดสินของตุลาการเท่ากันกระบวนการต่อไปจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกฎหมาย ซึ่งตนยังไม่ดู เพราะการลาออกของตุลาการเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ทำให้จำนวนตุลาการเหลือเป็นเลขคู่

 ส่วนกระเเสข่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อาจขึ้นเป็นนายกฯ แทนนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมไม่ทราบเลยครับ เพราะนายสุเทพก็อาจถูกตัดสิทธิ์ด้วยก็ได้"

"สุเทพ"มั่นใจในพยานหลักฐาน

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ว่า ยังไม่ทราบจริงๆ อาจเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้าหรือคิดกันไปเอง ในส่วนของพรรคยังไม่มีแผนการรองรับใดๆ ดูกันวันต่อวัน และว่ากันไปตามสถานการณ์จริงภายใต้กรอบกติกาและกฎหมายดีกว่า ส่วนตัวมั่นใจว่าด้วยพยานหลักฐานตลอดจนข้อเท็จจริงจะทำให้พรรคไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรที่น่าหนักใจหรือกังวลใจ แต่ถ้าพูดไปก่อนล่วงหน้าก็อาจจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

 ส่วนกระแสข่าวการจัดตั้งพรรคไทยเข้มแข็งเพื่อรองรับคดียุบพรรค นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้เป็นคนสั่งให้ตั้งพรรคไทยเข้มแข็ง ที่ผ่านมามีคนพูดกันเยอะ แต่สำหรับตนยังไม่มีความคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร

ปชป.ไม่ตั้งพรรค-นายกฯสำรอง

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า วันที่ 29 พฤศจิกายน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค จะเป็นผู้แถลงปิดคดีด้วยวาจา ทั้งนี้ พรรคยืนยันว่าเคารพคำตัดสิน พร้อมน้อมรับโดยดุษฎี จะไม่มีข้อโต้แย้ง

 ส่วนที่ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นายสุเทพจะมาเป็นนายกฯ แทนหากมีการยุบพรรค โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เป็นการพูดไปตามปกติ เนื่องจากนายสุเทพเป็นรองนายกฯ หากเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรักษาการตามปกติ ยืนยันว่าพรรคไม่มีการตั้งพรรคสำรองหรือนายกฯ สำรองก่อนมีคำวินิจฉัย ผลออกมาเป็นอย่างไรเป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ

พท.ฟัน 7 ส.ส.งูเห่า 29-30 พ.ย.

 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เเถลงว่า กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยได้ประชุมหารือกันและประเมินจากกรณีที่รัฐบาลให้ ส.ส.งูเห่าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพฤติกรรมของ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว แม้ไม่มีความผิดในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัย เเละประเพณีของสภาก็ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ มี ส.ส.บางส่วนเสนอว่า ควรจะมีมาตรการลงโทษ ส.ส.งูเห่า โดยจะนัดประชุม ส.ส.เพื่อพิจารณาบทลงโทษ ส.ส.งูเห่าดังกล่าวในวันที่ 29 หรือ 30 พฤศจิกายนนี้ รวมทั้งมีความเห็นต่อการกระทำของนายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน 1 ใน 7 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายนิคมไม่มีสปิริตและไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นพวกงูเขียว เพราะลืมคำว่ามารยาทและจริยธรรมทางการเมือง ตกเขียวไปอยู่กับอำนาจเงินจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น

พท.หารือเรื่องเขตเลือกตั้ง 29 พ.ย.

 นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงความขัดแย้งในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีมติไม่ส่งตัวแทนพรรคเป็นกรรมาธิการ แต่กลับมี 7 ส.ส.ของพรรคเสนอชื่อเองว่า พรรคมีคณะกรรมการตรวจสอบการประชุมร่วมรัฐสภาตั้งแต่ต้นเพื่อนำไปตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆ โดยเฉพาะการลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 แม้จะลงมติเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม เพราะการพิจารณาไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม

 "ส่วนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ขอให้คณะทำงานของพรรครวบรวมข้อมูลก่อนว่ามีความผิดฐานใดบ้าง เช่น การนับคะแนนหากพบความผิดก็ต้องยื่นถอดถอนกัน เรื่องแบบนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ควรสอบถามให้เรียบร้อยก่อน" นายวิทยา กล่าว

 ส่วนการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนมีคำพูดและกิริยาที่ไม่เหมาะสม นายวิทยากล่าวว่า เรื่องนี้มองว่า ในเมื่อที่ประชุมไม่รับฟังความเห็นกัน ส.ส.ก็อาจมีอารมณ์บ้าง แต่นายชัยมีหน้าที่ควบคุมการประชุมนก็ต้องถามว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร วันที่ 29 พฤศจิกายน พรรคจะเชิญสมาชิกพรรคอาวุโสที่มีประสบการณ์มาหารือเรื่องนี้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร

ภท.ท้าพท.ยื่นศาลรธน.ฟัน"ชัย"

 นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เนื่องจากก่อนลงมติมีการนับองค์ประชุมแล้วปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม เพราะมีเพียง 308 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งหรือ 310 เสียง เป็นเหตุให้ประธานรัฐสภาสั่งนับองค์ประชุมใหม่จนครบว่า พรรคเพื่อไทยอยากยื่นก็ยื่นไป การที่นายชัยสั่งนับองค์ประชุมใหม่ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเมื่อลงมติก็มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง กรณีนี้แตกต่างจากการพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับสมัยสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ที่ท้ายสุดถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ตกไป เพราะจำนวนผู้ลงคะแนนไม่ครบองค์ประชุม

ปธ.วิปรัฐแย้มเลือกตั้ง เม.ย.54

 นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช ประธานวิปรัฐบาล กล่าวระหว่างการเรียกประชุม ส.ส.นครศรีธรรมราชและกรรมการบริหารสาขาพรรคทุกเขตเลือกตั้งใน จ.นครศรีธรรมราช เพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองและเตรียมความพร้อมในการหาเสียงเลือกตั้งว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านไปตามทิศทาง การดำเนินการตามขั้นตอนคาดว่าจะแล้วเสร็จในราวเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ถ้าผ่านก็เตรียมตัวเข้าสู่เลือกตั้งไม่เกิน 2 เดือน นายกฯ จะยุบสภาราวเดือนเมษายน 2554 แต่ถ้ากุมภาพันธ์ไม่ผ่านสภา จะยุบสภาในเดือนนั้นแล้วเลือกตั้งราวเดือนเมษายน ซึ่งต้องเตรียมตัว และนายกฯ พูดไว้แล้วว่าอยู่ไม่ครบ ปีหน้ายุบสภาแน่นอน สถานการณ์น่าจะเป็นอย่างนี้

ชทพ.ปัดส่ง "เสธ.หนั่น" คุมเกม รธน.

 นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงการที่พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอชื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นกรรมาธิการร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อต้องการให้ พล.ต.สนั่นนั่งประธานกรรมาธิการหรือไม่ว่า ก็สามารถตั้งคำถามได้ เพราะ พล.ต.สนั่น เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

 เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนาต้องการส่ง พล.ต.สนั่นมาคุมเกมในคณะกรรมาธิการหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ และไม่ต้องการให้ พล.ต.สนั่น มาคุมเกมอะไร

ผบ.ทร.ปัดไม่เคยคิดปฏิวัติ

 ขณะที่เวลา 10.00 น. วันเดียวกัน ที่สุสาน พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จ.ระยอง พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในพิธีรำลึกครบรอบ 30 ปีการจากไปของ พล.ร.อ.สงัด โดยมี พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้าร่วมงานด้วย

 พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า วันนี้ตนมาทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีการจากไปของ พล.ร.อ.สงัด มีญาติมิตรที่นับถือ พล.ร.อ.สงัดมาร่วมงานมากมาย เนื่องจากเห็นว่า พล.ร.อ.สงัดทำหน้าที่ให้ประเทศชาติมากมาย เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง

 ส่วนที่มีความพยายามจับแพะชนแกะเพื่อให้เกิดเงื่อนไขการปฏิวัติ พล.ร.อ.กำธรหัวเราะก่อนที่จะกล่าวว่า “ไม่เคยคิดเลย”

"วินัย"เชื่อการเมืองยังไม่ถึงปฏิวัติ

 พล.อ.วินัย ตอบคำถามว่ายุคปฏิรูปการปกครองสมัย พล.ร.อ.สงัดกับยุคปฏิรูปปี 2549 เเตกต่างกันอย่างไรว่า ส่วนใหญ่การแก้ไขปัญหาของประเทศชาติด้วยการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองคงเป็นวิธีสุดท้ายที่ทุกคนอยากจะเลือก ถ้าเหตุการณ์การเมืองหรือเหตุการณ์บ้านเมืองไม่วิกฤติถึงขนาดที่จะต้องใช้วิธีเลือกสุดท้าย คิดว่าทุกคนคงจะหลีกเลี่ยง ไม่มีใครอยากทำ

 "ทำนองเดียวกับปี 2549 ที่การเมืองมาอยู่ในช่วงเดดล็อกที่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิถีทางอื่นได้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และอดีตประธาน คมช.จึงตัดสินใจใช้วิธีดังกล่าวแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่า ได้ผลในระดับหนึ่ง" พล.อ.วินัย กล่าว

 เมื่อถามว่าประเทศไทยมีโอกาสเกิดการปฏิวัติอีกหรือไม่ พล.อ.วินัย กล่าวว่า คงไม่มีถึงขนาดนั้น ส่วนกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองจะชนกันทำให้เกิดเงื่อนไขในการปฏิวัตินั้น เรื่องนี้อย่าไปวิเคราะห์กันถึงขนาดนั้น เพราะสถานการณ์ยังไม่ถึงขนาดนั้น

ผบ.ทร.ห่วงมือที่สามป่วน พธม.

 พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ยังกล่าวถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 11 ธันวาคมว่า หน้าที่หลักเป็นหน้าที่ของตำรวจ คิดว่าตำรวจคงดูแลได้ ซึ่งการชุมนุมที่ผ่านมาถือว่าเรียบร้อยดี คิดว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทุกฝ่ายรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่ตนกลัวมือที่สามที่จะเข้ามายุแหย่เท่านั้น เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง

พท.เชื่อ พธม.ชุมนุมให้เกิดปฏิวัติ

 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างคนละพวกเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ต้องเคลียร์ปัญหาคาใจให้ชัดเจนกับกลุ่มพันธมิตร เพราะได้จับอาการการชุมนุมตลอดการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ด้านหน้ารัฐสภา แกนนำพันธมิตรพูดชัดเจนถึงรัฐบาล เช่น พรรคประชาธิปัตย์เนรคุณบ้าง ประชาธิปัตย์เหยียบศพพันธมิตรขึ้นมาเป็นรัฐบาลพอสมหวังก็ถีบหัวส่งบ้าง ขณะที่นายประพันธ์ คูณมี แกนนำพันธมิตรก็กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าให้ทบทวนความหลังที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เคยมาพบเลี้ยงอาหารให้สิ่งของเหมือนอามิสสินจ้าง ขอให้พันธมิตรช่วยทำอะไรบ้างในแผนโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเรื่องนี้หากไม่เป็นความจริง นายชวนต้องออกมาปฏิเสธและอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น

 "ดูท่าทีของกลุ่มพันธมิตรแล้วหากพรรคประชาธิปัตย์ยังทำเนียนไม่เคลียร์ปัญหาที่ไปสัญญาเอาไว้ กลุ่มพันธมิตรอาจเป่านกหวีดชุมนุมใหญ่อันเป็นชนวนไปสู่การล้มรัฐธรรมนูญ ด้วยการปฏิวัติรัฐประหารก็เป็นได้" นายจิรายุ กล่าว

ปชป.ยินดีถกพระวิหารกับ พธม.

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรจะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 11 ธันวาคม ว่า ข้อห่วงใยต่างๆ ของกลุ่มพันธมิตรกรณีปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลได้รับฟังและมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันมาตลอด พรรคยืนยันว่ารัฐบาลจะหารือกับทุกฝ่าย หากกลุ่มพันธมิตรอยากหารือเรื่องดังกล่าวอีก รัฐบาลก็ยินดีที่จะมาพูดคุยร่วมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการมาชุมนุม

รถขบวนนายกฯ ชนกัน ตร.เจ็บ 1

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน เกิดอุบัติเหตุในขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อีกครั้ง ในระหว่างที่ขบวนรถนายกฯ เดินทางกลับจากภารกิจย่าน ถ.เจริญกรุง มุ่งหน้ามายังสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) ถ.วิภาวดีรังสิต แต่เมื่อขบวนรถมาถึงถนนจันทน์ ก่อนขึ้นทางด่วนปรากฏว่ารถกระบะยี่ห้อนิสสัน นาวารา สีขาว ทะเบียน ชภ 6708 กรุงเทพมหานคร ของทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยของนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เบรกไม่อยู่และพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูของตำรวจสันติบาล ซึ่งมี ส.ต.อ.พงศ์กร สีสัย ผบ.หมู่ตำรวจสันติบาล อารักขานายกรัฐมนตรีเข้าอย่างจัง จนทำให้รถจักรยานยนต์พุ่งไปชนท้ายรถโตโยต้าอัลติส สีดำ ของตำรวจ 191 ทะเบียน ฎษ1949 ที่ปิดท้ายขบวนรถของนายกฯ ทำให้รถจักรยานยนต์คว่ำทับขาของ ส.ต.อ.พงศ์กร ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

 สำหรับขบวนรถของนายกฯ มีความยาวค่อนข้างมาก โดยมีรถในขบวนทั้งตำรวจและทหารรวมแล้ว 14 คัน และเมื่อบวกกับรถของนายปณิธานและทีมรักษาความปลอดภัยทำให้มีรถมากถึง 17 คัน ซึ่งมักจะประสบอุบัติเหตุชนกันเอง หรือมีรถแทรกขบวนบ่อยครั้ง

 ต่อมานายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการแบ่งงานให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่า การดูแลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในส่วนตำแหน่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยตำแหน่งก็จะเป็นของนายสุเทพ

คตน.ชุด 2 เดินหน้าสอบ "ฆ่าตัดตอน"

 นายคัมภีร์ แก้วเจริญ อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษ และการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียงและทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ชุด 2 กล่าวถึงแนวทางการทำงานของ คตน.ชุดที่ 2 ว่า คตน.จะเน้นการตรวจสอบเหตุเสียชีวิตของประชาชนกว่า 2,600 ศพ ในห้วงการประกาศสงครามกับยาเสพติด ต่อยอดจากการตรวจสอบคตน.ชุดที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่งตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธานการตรวจสอบเหตุการณ์ฆ่าตัดตอน ซึ่งยังไม่มีข้อเท็จจริงปรากฏว่าใครเป็นคนทำให้เกิดการเสียชีวิต ซึ่ง คตน.ชุด 2 จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าจะชดใช้เยียวยาอย่างไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

 นายคัมภีร์ กล่าวว่า การตรวจสอบของ คตน.จะไม่เน้นว่าใครเป็นคนผิด ซึ่งนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนโยบายที่ดี แต่ปัญหาคือคนที่นำนโยบายไปแปรสู่การปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธาน แม้ว่าคดีฆาตกรรมมีอายุความ 20 ปี แต่การพิสูจน์ความผิดถูกขึ้นอยู่กับหลักฐาน ข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะอนุกรรมการ โดยขณะนี้มีญาติของผู้เสียชีวิตเข้าร้องเรียนเพิ่มขึ้นอีก 16 คดี

 เมื่อถามว่าหมดหวังเรื่องการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีใช่หรือไม่ นายคัมภีร์ กล่าวว่า ไม่อยากให้ตั้งความหวัง เพราะการตรวจสอบหากมีการตั้งความหวังจะทำให้เกิดอคติ การแก้ไขปัญหาจะทำได้ยาก ผู้พิจารณาคดีต้องใช้เหตุผล ยึดมั่นในหลักการ ทำงานโดยปราศจากอคติ อย่าสันนิษฐานล่วงหน้าว่าใครผิด โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศมีความขัดแย้งสูงมาก การพิจารณาในทุกๆ เรื่องต้องมีสติ