ข่าว

แอปเปิลที่แพงที่สุดในโลก

แอปเปิลที่แพงที่สุดในโลก

27 พ.ย. 2553

แอปเปิลลูกหนึ่งที่วางขายในตลาดอาจจะมีราคาหลักสิบ ถึงหลักร้อย หลักพัน แต่เชื่อว่าคงไม่มีแอปเปิลใดๆ ในโลกจะมีราคาแพงถึงหลักล้านเช่น "แอปเปิล วัน" ชุดนี้ ที่สำนักประมูลคริสตี้ส์ แห่งกรุงลอนดอน เพิ่งเปิดประมูลไปเมื่อวันอังคาร (23 พ.ย.) ที่ผ่านมา และมีนักสะสมต

 แอปเปิล วัน ชุดนี้สมควรที่จะมีมูลค่าในระดับล้านบาท เพราะแผงวงจรคอมพิวเตอร์ชุดนี้ ที่แม้จะมีหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) ที่ทำงานช้ากว่าซีพียูบนไอแพด 1,000 เท่า และหน่วยความจำเพียง 8 กิโลไบต์ก็น้อยกว่าหน่วยความจำมาตรฐานเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ถึง 5 แสนเท่า แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบริษัท แอปเปิล คอมพิวเตอร์ ในฐานะผลิตภัณฑ์ชุดแรกของบริษัทที่ผลิตออกจำหน่ายด้วยราคา 666.66 ดอลลาร์สหรัฐ บวกกับ 75 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับอุปกรณ์เก็บข้อมูลในเทปคาสเซ็ท    
                                                                                                                 
 ทั้งยังเป็นผลงานในยุคก่อร่างสร้างตัวของ 2 อัจฉริยะนาม "สตีฟ" ทั้งสตีฟ จ็อปส์ และ สตีฟ วอสเนียก ที่ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ในปี 2519 โดยทั้งสองเริ่มผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในโลก เพราะเห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีใช้อยู่ในเวลานั้นมีขนาดใหญ่มาก ที่สำคัญมีราคาแพงเกินเอื้อมสำหรับบุคคลทั่วไป และด้วยอัจฉริยภาพของทั้งสองที่คนหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรีดแต่เกิดเบื่อจากการเรียนจึงพักการเรียนกลางคัน กับอีกคนที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และเงินทุน 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ กับพื้นที่ในโรงรถบ้านตระกูลจ็อปส์ จึงได้เริ่มผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาถูก (กว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น) มากออกจำหน่ายในชื่อ "แอปเปิล วัน"

 แต่คอมพิวเตอร์แอปเปิล วัน ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ไอแมค รุ่นล่าสุดเช่นทุกวันนี้ เพราะในชุดที่สตีฟทั้งสองส่งมายังลูกค้าผ่านทางไปรษณีย์ จะประกอบไปด้วยแผงวงจร ชิพ ซีพียู และหน่วยความจำ พร้อมแนบคู่มือการประกอบมาให้ลูกค้าในชุด

 ทั้งสองผลิต "แอปเปิล วัน" ในโรงรถบ้านตระกูลจ็อปส์ เพียง 200 ชุด เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว และเชื่อว่าในปัจจุบันมี "แอปเปิล วัน" คงเหลืออยู่บนโลกนี้ไม่เกิน 50 เครื่อง

  ต่อจากแอปเปิล วัน ก็มีผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สร้างชื่อให้บริษัท แอปเปิล คอมพิวเตอร์ ของนักศึกษาหัวกบฏทั้งสอง ในชื่อ "แอปเปิล ทู" ที่ทำยอดขายถล่มทลายทำให้ชื่อแอปเปิล คอมพิวเตอร์เป็นที่รู้จักของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก จนเมื่อถึงจุดอิ่มตัวในเวลาต่อมา สตีฟ วอสเนียก ก็ได้ถอนตัวออกจากบอร์ดบริหารของบริษัท เพื่อทำสิ่งที่ตนเองต้องการและให้สตีฟ จ็อปส์ เป็นผู้บริหารบริษัทต่อไป

 อัจฉริยภาพของสตีฟ จ็อปส์ ทำให้เขาไม่เคยหยุดยั้งที่จะคิดสร้างแนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาเสมอ โดยบริษัท แอปเปิล เป็นผู้แนะนำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วโลกได้รู้จักอุปกรณ์ตัวเล็กๆ มีหางคล้ายกับหนู ทำหน้าที่ควบคุมเคอร์เซอร์ให้เคลื่อนไปยังปุ่มคำสั่งบนหน้าจอ ที่ชื่อว่า "เมาส์" เป็นครั้งแรกในโลกและทำให้โลกได้รู้จักคอมพิวเตอร์ทรงกล่องสี่เหลี่ยมประสิทธิภาพสูงที่ชื่อว่า "แมคอินทอช" (ภายหลังด้วยเหตุผลทางการตลาดจึงย่อลงมาเหลือแค่ "แมค")

 แม้ว่าสตีฟ จ็อปส์ จะหกล้มหกลุกกับการผลักดันคอมพิวเตอร์ "เน็กซ์ท" (NEXT) ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสั่งการคอมพิวเตอร์จากการที่ผู้ใช้ต้องจดจำ และพิมพ์คำสั่ง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ไปเป็นการใช้เมาส์คลิกคำสั่งที่ปรากฏบนจอภาพเท่านั้น แต่ "เน็กซ์ท" กลับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้ำหน้าเกินยุคสมัยเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า และเขาเองยังต้องต่อสู้กับโรคภัยถึงกับต้องผ่าตัดสมอง แต่ก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะเมื่อมองแนวคิดของบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ อิงค์ ตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อ 34 ปีที่แล้วจนถึงช่วงที่เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท แอปเปิล อิงค์ ที่หันมาผลิตอุปกรณ์ ตระกูล "ไอ" เช่น ไอพอด ไอแพด ไอโฟน ที่มีสตีฟ จ็อปส์ อยู่เบื้องหลังมาโดยตลอดนั้น เป็นการสะท้อนตัวตนของการ "คิดอย่างแตกต่าง" ของสตีฟ จ็อปส์ ผู้ที่ในภายหลังหันมานับถือศาสนาพุทธ

 ปณิธานของบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ อิงค์ (Apple Computer Inc.) ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น แอปเปิล อิงค์ (Apple Inc.) คือ "คิดอย่างแตกต่าง" และนั่นเป็นการสะท้อนตัวตนของสตีฟทั้ง 2 คน ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะแห่งโลกคอมพิวเตอร์ยุคใหม่

 ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ของแอปเปิล อิงค์ เริ่มต้นจากชุดคอมพิวเตอร์ประกอบเอง ที่ชื่อว่า "แอปเปิล วัน" ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อ 34 ปีที่แล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่าทำไม แผ่นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ชุดนี้ถึงมีคนอยากได้นักหนาถึงกับควักเงินกว่า 6.3 ล้านซื้อไปครอบครอง เพราะเขาคิดว่าได้ครองชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21 นั่นเอง