ข่าว

 “6แนวคิดในการออกแบบบ้านไม่บาน”ที่สามารถต่อกรกับ“วิกฤติการณ์น้ำท่วม”

“6แนวคิดในการออกแบบบ้านไม่บาน”ที่สามารถต่อกรกับ“วิกฤติการณ์น้ำท่วม”

27 พ.ย. 2553

สวัสดีครับแฟนๆ ชาวคนรักบ้าน เวลาสองสัปดาห์มาแล้วที่ผมได้นำเสนอ “วิสัยทัศน์” (Visionary) ที่ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่กระบวนทัศน์ (Missionary) ในการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่สามารถจะต่อกรกับ “อุทกภัย” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากดังเช่นในปัจจุบัน

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมพยายามเตือนสติชาวคนรักบ้านทั่วประเทศให้ตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นที่เกี่ยวกับ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ซึ่งผมให้มุมมองว่าเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดเป็น “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรมน้ำ” ที่คนไทยได้ใช้ชีวิตอย่างสมดุลกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี แต่พอเราได้ละทิ้งบรรดา “ของดี มีอยู่” ก็เกิดปัญหาดังที่เห็น ดังที่เป็นกันอยู่นี้แหละครับ 

 ผมได้เล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้รับทราบว่าพื้นเพดั้งเดิมของบรรพบุรุษของผมฝ่าย “คุณย่า” เป็นชาวนาอยู่ที่ “บางแพ” เมือง “ราชบุรี” ส่วนบรรพบุรุษฝ่าย “คุณตา” เป็นคน “พนัสนิคม” (ที่นามสกุลเดิม “เผ่าพนัส”) เมือง “ชลบุรี” มีบรรดาศักดิ์เป็นถึง “หลวงนาภักดี” (อันเป็นตำแหน่งของ “เจ้าเมืองพนัส” ในยุค “ศักดินา”) มีที่นาหลายพันไร่ ก็จัดได้ว่ามีอาชีพหลักคือการ “ทำนา” เหมือน “คุณย่า” ของผมที่ “บางแพ” นั่นแหละครับ แม้แต่ทุกวันนี้เชื่อไหมครับว่า ถึงผมได้มีโอกาสไป “ชุบตัว” ที่ “อังกฤษ” ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเมืองนามาร่วม 10 ปี แต่พอผมกลับบ้านเกิดก็ยังยืนหยัดตั้งมั่นที่จะ “อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา” อาชีพดั้งเดิมคือการ “ทำนา” ของบรรพบุรุษที่ทั้งฝ่ายบิดาและมารดาได้ทิ้งให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมเอาไว้

 แม้ว่าผืนดินอันอุดมที่เป็นมรดกตกทอดเหลือถึงผม จะเป็นผืนนาที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็พออยู่ พอกินแบบ“พอเพียง” กันภายในครัวเรือน โดยการเก็บไว้ได้หลายปีใน “ยุ้งข้าวเปลือก” เพราะผมเลือกที่จะเดินตามแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”(Sufficiency Economy) ของ “พ่อหลวง” ที่แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์ ที่มีดีกรีถึงรางวัลโนเบล ก็ยังยอมรับวิธีคิดบนพื้นฐานของความ “พอเพียง” ว่าจะเป็น “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” นอกจากนั้น ผมยังเชื่อว่าหากเราต้องการ “เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน” เราจำเป็นที่จะต้องมีวิถีการดำรงชีวิตแบบ “ติดดิน” ทำมาหาเลี้ยงชีพบนผืนดินที่บรรพบุรุษได้อุตส่าห์ทิ้งไว้ ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับแสง สี เทคโนโลยีที่ “ทันสมัย” ไปเสียทั้งหมดจนไม่ลืมหูลืมตา 

 ก็มิใช่เพราะในสภาพสังคมแบบ “แดกด่วน” ของ “ลัทธิบริโภคนิยม” ท่ามกลางกระแสที่เชี่ยวกรากของ “โลกาภิวัตน์” หรือ “โลกาวิบัติ” นั้น ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะอะไร “ยิ่งมาไวเท่าไหร่ก็ไปไวเท่านั้น” ครับ 

 มิใช่เพราะเราลืม “ราก” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของเราหรอกหรือครับ ที่ทำให้คนไทยนับล้านคนในหลายพื้นที่ต้องประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซากกันทุกปี อีกทั้งยังเป็นผลให้ในแต่ละปีเกิดความเสียหายกันปีละกว่าแสนล้านบาท หากลองตั้งสติพินิจพิจารณาให้ดีจะรู้ว่า “อุทกภัย” ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่งครับเพราะคนรุ่นปู่ย่า ตาทวด ไม่เห็นมีใครหวั่นกับภัยน้ำท่วม (ในทางกลับกันยิ่งน้ำท่วมยิ่งชอบ) เพราะน้ำหลากมาพร้อมกับปุ๋ยอินทรีย์อันเป็นผลผลิตทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดจากการตกตะกอนทับถมกัน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์กว่าการใช้ปุ๋ยเคมี

 นอกจากนั้น ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลานานาพันธุ์ที่มาพร้อมกับน้ำหลากที่สามารถนำไปทำเป็นปลาเค็ม ปลาร้า ปลาย่าง ปลาแห้ง ปลาป่น น้ำปลา อีกหลายสารพัดเมนูครับ อาทิ แกงส้มผักกระเฉดที่ลอยมาพร้อมกับกระแสน้ำหลาก แกงสายบัว ผักบุ้ง ดอกโสน ที่ขึ้นริมชายน้ำ ฯลฯ เหตุปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ครับ ผมเชื่อว่าได้ก่อให้เกิดรูปแบบของวัฒนธรรมในการกิน-อยู่ของชนชาว “สยาม” ที่มีชื่อเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ขจรขจายไปทั่วโลก ขึ้นชื่อว่าเป็นเมือง “อู่ข้าว อู่น้ำ” จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “ครัวโลก” เพราะอุดมสมบูรณ์ไปทุกๆ ด้าน

 จึงอยากจะฝากเอาไว้ในสัปดาห์นี้เพื่อจะได้เตือนสติกันเอาไว้ให้เป็นหลักการในการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่สามารถต่อกรกับ“อุทกภัย” น้ำท่วมโดยมีหลักการทั้งสิ้น 6 ประการ อันประกอบไปด้วย 

 หลักประการที่ 1 การออกแบบอาคารบ้านเรือนที่ถูกต้อง ตามหลักสถาปัตยกรรมในเขตร้อนชื้น โดยทั่วไปแล้วสภาพภูมิอากาศของบ้านเรานั้น ฝนตกชุกและแดดแรง เพราะตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งพายุโซนร้อนและน้ำท่วมหลากเป็นช่วงๆ การออกแบบโดยไม่เคารพกฎกติกามารยาทของธรรมชาติ นอกจากจะทำให้เราอยู่อย่างไม่ร่มเย็น เป็นสุขแล้วอาคารบ้านเรือนของท่านก็จะไม่ยืนยง คงทน และออกอาการให้เห็นเป็นระยะๆ ต้องซ่อมโน่น แก้ไขนี่ อยู่ตลอดเวลา  

 หลักประการที่ 2 การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม ที่ราคาไม่แพงจนเกินไปหรือมีราคาถูกจนเกินไป จนด้อยคุณภาพ และควรเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่มีความคงทนถาวรต่อการใช้งาน  

 หลักประการที่ 3 การก่อสร้างที่ถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัด ซึ่งคำว่าประหยัดของผมในที่นี้จะต้องประหยัดทั้งทุนทรัพย์ ประหยัดเวลา และประหยัดทรัพยากรไปพร้อมกัน ดังนั้น การก่อสร้างจะต้องไม่ทำซ้ำและไม่เหลือเศษ ทั้งยังต้องลงมือทำโดยใช้ความรู้ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก รวมถึงการศึกษาค้นคว้าหาระบบระเบียบกรรมวิธีการก่อสร้าง ในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะทำให้ราคาในการก่อสร้างลดลงและสร้างได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

 หลักประการที่ 4 การตกแต่งภายในราคาประหยัด ก็ต้องทำแบบพอเหมาะ พอดี และพอเพียง ให้ถึงพร้อมกับอรรถประโยชน์ โดยยึดหลักโล่ง, โปร่ง, สบาย ให้อากาศถ่ายเทสามารถใช้งานได้จริง เพราะอาคารบ้านเรือนนั้นไม่ใช่โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์หรือห้องแสดงสินค้า ดังนั้นทุกอย่างควรใช้ได้จริง ไม่ใช่ตั้งไว้ดูเล่นโก้ๆ เพียงเพื่ออวดร่ำ อวดรวย หรืออวดความ “ทันสมัย”  

 หลักประการที่ 5 การทะนุบำรุงดูแลรักษา แฟนๆ คนรักบ้าน ต้องคิดเสมอว่ายิ่งเราดูแลรักษาอาคารบ้านเรือนดีเท่าไร อาคารบ้านเรือนก็จะกลับมาดูแลเราดีเท่านั้น หากเดินตามหลักการของผมครบถ้วนตั้งแต่ข้อที่ 1 ไปจนถึงข้อที่ 5 ก็จะทำให้อาคารบ้านเรือนของบรรดาชาวคนรักบ้านก้าวไปสู่ หลักประการที่ 6 คือความ “งามง่าย พอเพียง เป็นทั้งที่รักและที่พัก” เพราะในสังคม “แดกด่วน” ของยุค “โลกาภิวัตน์” เรามักจะหลงลืมไปว่า อาคารบ้านเรือนแต่ละหลังไม่ใช่เพียงแค่ประกอบไปด้วย เหล็ก, หิน, ปูน, ทราย, ไม้, อิฐ, กระจก ฯลฯ แต่ควรเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวา ต้องเป็นทั้ง “ที่รัก” และ “ที่พัก” ไปพร้อมๆ กัน    

 ทั้งหลักสำคัญทั้ง 6 ประการนี้แหละครับที่ผมมักจะนำไปตรวจสอบทั้ง “วิสัยทัศน์” (Visionary) และ “กระบวนทัศน์” (Missionary) เพื่อที่จะได้ประคองตนให้อยู่รอดปลอดภัยและไม่ต้องหวั่นเกรงกับ “อุทกภัย” ซ้ำซาก หรือภัยทางธรรมชาติอื่นใดที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับ

 สัปดาห์นี้สาระน่ารู้ก็มีเพียงแค่นี้ครับ แฟนๆ ชาวคนรักบ้านที่สนใจสามารถติดตามดูข้อมูลย้อนหลังได้ที่ เว็บไซต์ www.homeloverthai.com แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ