ข่าว

จากนี้จะไปไหน??

จากนี้จะไปไหน??

27 พ.ย. 2553

หลังจากการปราศรัยร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 วัน 3 คืน ลงคะแนนเสียงเรียบร้อย ยังไม่ทันหายเหนื่อย มีเวลาผ่อนคลาย นายกฯ มาร์ค ผู้นำค่ายสะตอต้องเผชิญการตัดสินชะตากรรมทางการเมืองโดยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้

 พรรคจะโดนยุบหรือไม่ ตัวเองจะอยู่หรือจะไป ต้องพร้อมรับ! ถูกมองว่าเรื่องนี้จบยาก เพราะ “ยุบก็ยุ่ง ไม่ยุบก็ยิ่งยุ่ง” ลามไปถึงความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวโยงกับคลิปฉาว ถูกจัดทำโดยขบวนการนายใหญ่

 ค่ายสะตอก็โดนหลายดอก และตุลาการศาลก็เป็นเหยื่อการแบล็กเมล์!

 มาถึงจุดนี้ นายกฯ มาร์คต้องบอบช้ำอย่างมาก ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากมหกรรมเผาบ้าน เผาเมือง โดยขบวนการนายใหญ่ มีกระบอกเสียงตัวแทนในสภา และเครือข่ายแดงก่อการร้ายแล้ว ตัวเองแทบไม่รอดจากการไล่ล่าสารพัดแบบ

 กลุ่มคนเสื้อเหลือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกแปรสภาพให้เป็นฝ่ายตรงข้ามเรียบร้อย เพราะนโยบายการบริหารบ้านเมือง การทุจริต คอรัปชั่น สำคัญที่สุด นายกฯ มาร์คถูกกล่าวหาว่าฟังแต่ขาใหญ่ในพรรค สยบต่อพรรคร่วมรับประทาน ลืมหลักการคุณงามความดี เห็นแก่ผลทางการเมืองมากเกินไป ทุกวันนี้ นายกฯ มาร์คเกือบไม่เหลือต้นทุนทางสังคม 

 การกดดัน ของบประมาณจนนายกฯ มาร์คไร้แรงต้าน หรือต่อรอง เพราะขาใหญ่ในพรรคไม่ได้เป็นตัวช่วย ทำให้ประชาชนเริ่มสงสัยว่าความหวังต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ มีภาพลักษณ์ การศึกษาดี แต่ไม่มีความกล้าทำความดีเพื่อบ้านเมือง ต้านพลังชั่วร้าย

 จากนี้ไป จะหวังหาใครเป็นทางออกสำหรับการเมืองด้อยพัฒนาด้านจริยธรรม ศีลธรรม ไร้จิตสำนึกในการปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดิน ประชาชนไร้ความหมาย

 เมื่อมองแนวโน้มของการยอมสยบต่อพรรคร่วมรับประทาน จนต้องดิ้นรน ผลักดัน เปลืองตัวแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว จากนี้ไปก็คงยอมตลอดไป เหลือแต่โครงการรถเมล์ 4,000 คันเท่านั้น ที่ยังคาอยู่ จะทนต้านได้อีกนานสักเท่าไหร่ เมื่อไร้ต้นทุน

 ช่วงการถกร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯ มาร์คต้องบอบช้ำอย่างมากจากการโจมตีหน้ารัฐสภา โดยพันธมิตรและชาวบ้านซึ่งสิ้นหวังในตัวผู้นำ จากนี้ไปนอกจากการตัดสินคดียุบพรรคแล้ว ถ้ารอดไปก็ต้องเจอการชุมนุมวันที่ 11 ธันวาคม

 กรณีพันธะบันทึกช่วยจำ 2543 เกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชานั่นแหละ ประจวบเหมาะกับการแก้ไขมาตรา 190 เพื่อให้รัฐบาลทำสนธิสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ต้องขอคำอนุมัติจากรัฐสภาก่อน ได้กลายเป็นเงื่อนปมว่า ไทยจะเสียดินแดนให้เขมรหรือไม่

 หรือยังมีกรณีสัญญาอื่นๆ เหมือนรัฐบาลทักษิณไปลงนามเรื่องเขตการค้าเสรี แต่ผลประโยชน์เต็มๆ ตกเป็นของเครือข่ายธุรกิจของครอบครัวและสมุน พวกพ้อง หรือแม้กระทั่งเอาดาวเทียม การสื่อสาร ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ไปขายให้บริษัทต่างประเทศ

 ช่วงที่นายกฯ มาร์คชี้แจงในสภาคืนวันพุธ เห็นความพยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 ให้เหตุผลต่างๆ แต่เมื่อนำมาประกอบกับพฤติกรรม ทำให้ความน่าเชื่อถือมีปัญหา

 คำพูดไม่ขลังเหมือนแต่ก่อนซะแล้ว จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาเกิดจากตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้นำจัดการ เรื่องพรรค์นี้ใครก็ช่วยไม่ได้ เพราะทุกคนต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตนเอง พิสูจน์ให้ประชาชนเห็น

 ประเด็นยอมสยบต่อคนชั่ว ไม่ยอมฟังคนดี จึงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก! โดยปกติแล้ว การชำระหนี้บุญคุณทางการเมืองย่อมมีจุดจบ ข้อจำกัด แต่ใช่ต้องยอมตกอยู่ในสภาพเป็นลูกไล่ตลอดกาล ผลสุดท้ายกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดให้คนอื่นโกงบ้านเมือง

 ต้นทุนทางสังคมของนายกฯ มาร์ค โดนคนอื่นเอาไปใช้ประโยชน์เกือบเกลี้ยง! ถ้าต้องโดนยุบพรรค หรือเว้นวรรค 5 ปี จะมีไม่อะไรเหลือสำหรับการหวนคืนสู่การเมือง ถ้าไปโดยประชาชนไม่อาลัย เหมือนรัฐบาลขิงแก่ ก็เป็นบทเรียนราคาแพงของบ้านเมือง

 อะไรจะเกิดขึ้น? ต้องดูว่าคดียุบพรรคเป็นอย่างไร กระบวนการยุติธรรมบอบช้ำ น่าเชื่อมากน้อยเพียงใด และขบวนการนายใหญ่จะต้องโดนเปิดโปงในการสอบพยานในศาลแค่ไหนในกรณีคลิปฉาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา วางแผนการไว้แต่ไม่เนียน

 ถ้าสอบสวน สืบสวนให้ดี กระบวนการยุติธรรมไม่บิดเบี้ยว สังคมไทยจะได้เห็นคนดัง คนรวย ขึ้นศาลเป็นจำเลยในคดีอาญาธรรมดาและคดีการเมือง พิสูจน์คำพูดแม่ทัพบกว่ายุคนี้มีคนชั่วในบ้านเมืองมากมายจริงๆ ถ้าไม่ขุดรากถอนโคนจะเสียหายหนัก

 เมื่อพึ่งพานักการเมืองไม่ได้ จะสุดแล้วแต่บุญกรรมของแผ่นดินหรือไง ใครจะจัดการกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองได้นิ! อิอิอิ!!!