
อภิสิทธิ์ยินดีคุยพธม.ก่อนชุมนุมใหญ่11ธ.ค.
นายกฯยินดีคุยพธม.ก่อนชุมนุมใหญ่ 11 ธ.ค. ระบุเป็นผู้นำคนแรกบอกกัมพูชาหยุดเสนอแผนบริหารพื้นที่รุกล้ำเขตแดนไทย
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 26 พ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ถึงความขัดแย้งกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เรื่องการพิจารณาผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา และนำไปสู่การนัดชุมนุมใหญ่ของ พธม. ว่า ตนไม่มีอะไรขัดแย้งกับใครเป็นการส่วนตัว ส่วนอะไรเป็นการจุดชนวนนั้น ตนไม่ทราบ อาจเป็นข้อกังวลของเขา ซึ่งตนสังเกตว่าเรื่องของไทย-กัมพูชามีความเห็นที่ไม่ตรงกันในวิธีการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งตอนที่พูดคุยกัน เขาก็รู้ว่ารัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไร แต่เขากลับไปพูดให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐบาลมีวาระแอบแฝง มีผลประโยชน์ ซึ่งเขาไม่เคยบอกชัดว่าตนมีประโยชน์แอบแฝงอะไร จึงกลายเป็นเรื่องลุกลามออกไปเพราะความรู้สึกของ พธม.มีมากอย่างแน่นอนถ้ารัฐบาลชุดใดทำให้เกิดการเสียดินแดนหรือเสียอธิปไตย ซึ่งแม้ใช่แค่ พธม.เท่านั้นแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนชาวไทยก็ยอมไม่ได้ และเมื่อมีการสร้างความเข้าใจเช่นนั้นก็เกิดการระดมมวลชนขึ้นมาได้ง่าย
ต่อข้อถามว่าเมื่อก่อนทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสนธิ มีความสนิทสนมกัน แต่ทำไมตอนนี้จึงมีความขัดแย้งกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบเรื่องสนิทสนม แต่ตนทำงานการเมืองตามปกติ และพยายามพูดคุยกับคนที่รับฟัง แต่ถ้าใครไม่รับฟัง ตนก็พยายามสื่อสารผ่านสาธารณะไปว่าเรามีจุดยืนอย่างไร และอยากพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกกลุ่มที่เคลื่อนไหว เพราะตนถือว่าการพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งพธม.และกลุ่มอื่นๆ
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีจะไปหารือกับ พธม. ก่อนที่เขาจะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยินดีที่จะพูดคุยกับทุกกลุ่ม ที่จริง เขาจะยื่นหนังสือถึงตนเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตนขอให้เขารอหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่เขาบอกว่ารอไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงหลักการแก้ปัญหาของรัฐบาลในปัญหาเรื่องดินแดน เป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องหยุดยั้งไม่ให้กัมพูชาเดินหน้าในการจัดทำแผนบริหารพื้นที่ในกรอบของมรดกโลก และตนน่าจะเป็นผู้นำประเทศคนแรกที่บอกกับกัมพูชาตรงๆว่าเราต้องการให้เขาหยุดตรงนี้ ขณะเดียวกัน เนื่องจากกัมพูชาเดินหน้าเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้ามีการยอมรับเรื่องของบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ไทย-กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 และเจบีซีไทย-กัมพูชา ว่ากำลังแก้ไขปัญหานี้อยู่ จึงไม่ควรเดินหน้า เราก็ยึดหลักตรงนี้ก่อน ดังนั้น การที่มีผู้กังวลเรื่องเอ็มโอยูและเจบีซีดังกล่าวว่าอาจมีจุดอ่อน หรือทีมการเจรจาไม่แข็งนั้น เราได้ปรับทีมและกำหนดจุดยืนให้ชัด รวมถึงได้บอกกับกรรมาธิการที่พิจารณาบันทึกผลการประชุมเจบีซีฯว่าสามารถกำหนดทิศทางในเรื่องจุดยืนของประเทศไทยได้ พร้อมๆกับใช้กลไกนี้ในการไม่ทำให้เราเสียผลประโยชน์ในเรื่องนี้ และตนไม่เคยได้รับคำตอบว่าตัวนี้ไปแล้ว อะไรจะเป็นตัวหยุดยั้งการที่กัมพูชาจะเสนอแผนบริหารพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนเรา
เมื่อถามว่าได้แจ้งผลการเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งนี้ไปให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบเพื่อให้นำไปพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร แล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้แจ้ง เพราะช่วงนี้ยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และตนได้พูดกับกัมพูชาว่าเมื่อไทยมีจุดยืนชัดเจนเช่นนี้ แทนที่จะไปทะเลาะกันทุกปีในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ก็ให้มาพูดคุยหรือตกลงกันได้หรือไม่ว่าเมื่อมีความเห็นเรื่องเขตแดนไม่เหมือนกัน จะไปเดินหน้าทำอะไรในพื้นที่ที่เราเห็นไม่เหมือนกัน มันไม่ได้เพราะจะทำให้มีความตึงเครียด ทำไมเราพักไว้ก่อนแล้วมาดูแนวทางการคลี่คลายในเรื่องนี้ ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันว่าจะมีทางออกอย่างไร
“ นายกฯฮุนเซน บอกว่าปัญหานี้เริ่มรุนแรงมากในช่วงปี 2551 ผมก็บอกใช่เป็นเพราะมีการไปดำเนินการไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีความรุนแรงที่จะปะทะกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องแก้ที่เหตุคือเมื่อไทยยึดสันปันน้ำ คุณยึดแผนที่ของคุณ แล้วจะมาดำเนินการอะไรในพื้นที่ที่อยู่ข้างนี้ของสันปันน้ำ คนไทยก็ยอมไม่ได้ ดังนั้นต้องมาปลดล็อกตรงนี้กันให้ได้ก่อน สิ่งที่ต้องทำคือ 2 ฝ่ายควรมาคุยกันก่อน เพราะคณะกรรมการมรดกโลกก็มีกระบวนการของเขา ซึ่งผมได้บอกกับกรรมการมรดกโลกในส่วนของไทย บวกกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อพยายามจะดำเนินการตรงนี้ให้ได้ก่อนเดือน มิ.ย. ” นายกรัฐมนตรี กล่าว



