
ศาลรธน.ให้"จรูญ"ถอนตัวคดียุบปชป.
สุเทพปัดตอบปชป.รอดหรือถูกยุบ "อภิสิทธิ์"พร้อมยอมรับคำตัดสินศาลรธน.คดียุบพรรค ระบุหากฝ่ายบริหารต้องพ้นตำแหน่ง ยังมีกลไกสภาเลือกนายกฯคนใหม่ ปัดไม่ใช่เผด็จการรัฐสภาพท.ตัดสินใจเองไม่เข้าร่วมกมธ. นิธิ ชี้ปัญหาหลักคนไทยขาดสำนึกอยาก ปฏิรูปสังคม เรียกร้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 16.20 น. วันที่ 26 พ.ย. เจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้นำเอกสารเผยแพร่มาแจกให้กับผู้สื่อข่าวโดยเนื้อความระบุว่า เนื่องจากนายจรูญ อินทจาร และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือขอถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุผลว่าได้ฟ้องคดีในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญาไว้ต่อศาลอาญาแล้ว ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ จึงอนุญาตให้นายจรูญ ถอนตัว ส่วนนายสุพจน์ ไม่อนุญาตให้ถอนตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทั้งนี้เมื่อคณะตุลาการให้นายจรูญถอนตัว ทำให้เหลือตุลาการเพียง 6 คนในการพิจารณาวินิจฉัยในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายชัช ชลวร นายบุญส่ง กุลบุปผา นายจรัญ ภักดีธนากุล นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายนุรักษ์ มาประณีต
“สุเทพ”ปัดตอบ“ปชป.”รอดหรือถูกยุบ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแน้วโน้มการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 29 พ.ย.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจจะรอดหรือถูกยุบพรรค ว่า ทำไมไม่อดใจรอวันจันทร์เหลืออีก 3 วันเท่านั้นเอง ตนยังอดทนได้ตั้งหลายเรื่องทำไม่ สื่อทนไม่ได้ซักเรื่องสองเรื่องวันจันทร์ก็รู้แล้วเราคงพูดอะไรไปก่อนไม่ได้ เพราะว่าในขณะนี้ขบวนการในการต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ดำเนินการไปจนครบถ้วนแล้ว วันที่ 29 พ.ย.นี้ก็เป็นการแถลงปิดคดีด้วยวาจาซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ทางศาลรัฐธรรมนูญ ได้วางไว้เป็นแนวทางในทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดีในลักษณะอย่างนี้ ตนก็คาดว่าหลังจากแถลงปิดคดีศาลก็คงพิพากษา มีคำสั่งออกไปอาจจะเป็นวันที่ 29 พ.ย.เลยหรือวันที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่คงไม่ล่าช้าเพราะฉะนั้นเราก้รอฟังผล
มาร์คชี้พร้อมยอมรับคำตัดสินยุบพรรค
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ถึงกรณีมีแผนรองรับหรือไม่ต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณายุบพรรค ว่า ตนไม่ทราบ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าไม่ผิดเราก็เดินหน้าทำงานต่อ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิดเราก็ต้องดูว่าศาลตัดสินลงโทษใครอย่างไร เราก็ต้องยอมรับการตัดสิน คนที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ต้องหมดสิทธิ์ไป คนที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์ก็ต้องตัดสินใจอนาคตทางการเมือง แต่ตนมั่นใจว่าสมาชิกพรรคที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์ก็ต้องรวมตัวกันเพื่อทำงานในทางการเมืองต่อไป
เมื่อถามว่ามีความกังวลว่าถ้าตัดสินแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหารจะเกิดสูญญากาศและอาจเป็นเหตุผลให้อำนาจนอกระบบกลับเข้ามาอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็พยายามป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าว และยืนยันมาตลอดว่าทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินและบางปม เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านไปก็เป็นปมปัญหาง่ายถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็พยายามจะลดในทุกๆเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม กรณีการตัดสินคดียุบพรรคหากฝ่ายบริหารต้องพ้นจากตำแหน่งไป คนถูกตัดสิทธิ์ก็ยังมีกลไกของรัฐสภาก็ต้องเลือกนายกฯคนใหม่ และดำเนินการต่อไป ทุกคนต้องยอมรับกติกา
เมื่อถามว่าความวุ่นวายจะเกิดขึ้นได้ในช่วงดังกล่าวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่แต่ละฝ่าย ตนก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการ การตัดสินซึ่งตนได้ย้ำแล้วว่าบ้านเมืองต้องอาศัยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ตามระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมในการหาข้อยุติ ตรงไหนบกพร่องก็มาแก้ไขกัน
ปัดไม่ใช่เผด็จการรัฐสภาพท.ตัดสินใจเองไม่เข้าร่วมกมธ.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมส่งตัวแทนเข้าเป็นคณะกรรมาธิการร่วมในการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 ว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการฯก็ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาสะดุด เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ขณะที่ประธานรัฐสภาเชิญทุกฝ่ายไปหารือก็ได้พูดคุยกัน ผู้แทนของพรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมหารือก็ยืนยันว่าเขาเพียงต้องการแสดงเจตนารมย์ของเขาและต้องการจะรักษามติพรรค ส่วนประเด็นการพิจารณาและกระบวนการต่อไปของรัฐสภา ทางพรรคเพื่อไทยก็ระบุว่าไม่ต้องการขัดขวาง ดังนั้นจึงได้มีการหาทางออกกันในเรื่องการยกเว้นข้อบังคับและเดินหน้าต่อ
เมื่อถามว่าจะกลายเป็นทางพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับกติกาใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว เพราะถือว่าได้มีการพูดคุยกันในระดับหนึ่ง การที่พรรคเพื่อไทยไม่มีตัวแทนในกรรมาธิการฯก็เป็นเพียงต้องการแสดงจุดยืนอย่างนั้น โดยเขายืนยันว่าหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชนเพี่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ไม่ผ่านก็จะไม่ร่วมกับร่างแก้ไขอื่นๆก็เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้ามีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะทำให้เกิดปัญหาสะดุดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.เราก็ดูทั้งหมดกันและมั่นใจว่าทุกอย่างชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ เมื่อถามต่อว่า ถ้ามีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญจริงต้องหยุดเพื่อรอการตีความให้เสร็จก่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าต้องหยุดก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าถ้าจะมีการยื่นก็ต้องเป็นช่วงที่ผ่านวาระ 3 ไปก่อน
เมื่อถามว่ามีการประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ย.เป็นเผด็จการรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า “ ไม่หรอกครับ เพราะเราไม่ได้ไปห้ามเขา แต่เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจเองที่ไม่ร่วม ”
“นิคม”จวกกลับเพื่อไทยยันเสนอตั้งกมธ.ทำตามสิทธิ
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย หนึ่งใน 7 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ ว่า ยืนยันว่าแม้พวกตนเป็นกลุ่มส.ส. ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าจะย้ายพรรค แต่ตามข้อบังคับการประชุมและกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรรคไม่มีอำนาจ เข้ามายุ่ง เพราะกฎหมายข้อบังคับการประชุมกับรัฐธรรมนูญ ที่จะเสนอรายชื่อผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการ ตามสิทธิของสมาชิกรัฐสภาและจะเสนอใครก็ได้ หากเสนอเกินจำนวนในตั้งกรรมาธิการสภาก็จะมีระเบียบในการเลือกเพื่อให้เป็นสัดส่วนกันแต่ละคน จึงเป็นการเสนอในนามสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ในนามพรรคเพื่อไทย ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่ง ซึ่งเหตุการณ์ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในการเสนอชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นกรรมาธิการและถูกพรรคเพื่อไทยอ้างว่า ทำผิดเนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ส่งหนังสือซึ่งเป็นมติของพรรคเพื่อไทยให้กับประธานสภาว่าไม่ให้ พวกตนเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการนั้น ความจริงแล้ว พรรคเพื่อไทยเข้าใจผิด และเป็นฝ่ายทำผิดรัฐธรรมนูญ เองมากกว่า
“ หากดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในหมวดการตั้งคณะกรรมาธิการ ข้อที่ 61 และ 62 ระบุว่า การตั้งคณะกรรมาธิการของรัฐสภานั้น สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อได้ไม่เกินจำนวนกรรมาธิการ ชี้ชัดว่า ไม่ใช่พรรคเป็นผู้เสนอ ดังนั้น การที่นายปิยะรัช หมื่นแสน ส.ส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อพวกตนเป็นกรรมาธิการจึงทำถูกต้อง เพราะ ส.ส.เป็นฝ่ายเสนอเอง อีกทั้ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 เองก็บอกว่า ส.ส. จะต้องไม่ถูกครอบงำ มีอิสระจากพรรคในเรื่องที่ทำประโยชน์ต่อส่วนร่วมดังนั้นการเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการก็ถือเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน คนที่ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญคือพรรคเพื่อไทยจึงขอให้ระวังอาจถูกยุบพรรคได้ ” นายนิคมกล่าว
“นิธิ”ชี้ปัญหาหลักคนไทยขาดสำนึกอยาก“ปฏิรูปสังคม”
ในงานสัมมนา “ ประเทศไทย 2554 : พลิกความท้าทายสู่โอกาส ” จัดโดยหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินกลาง ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถา เรื่อง ดุลยภาพเศรษฐกิจ สังคมไทย บนความเปลี่ยนแปลงของระบบโลก โดยกล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าเรื่องดุลยภาพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่เรามักไม่ค่อยสนใจเรื่องดุลยภาพในสังคมไทยเท่าไหร่ แต่กลับนึกถึงการพัฒนา การเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยไม่ให้ความสนใจดุลยภาพทางสังคม รวมถึงเศรษฐกิจด้วย
ปัจจุบันดุลยภาพในสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปัญหาที่น่าสนใจ คือ คนไทยส่วนใหญ่จะอยู่อย่างไรในสภาวะที่ขาดดุลยภาพอย่างนี้ ขณะที่หลายฝ่ายอาจมองว่าวิธีแก้ไขเราควรหันไปหาภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรมพึ่งตนเอง ไร่นาสวนผสม เป็นต้น แต่ตนมองว่าเป็นเพียงคำตอบหนึ่งเท่านั้น เพราะอาจสายเกินไปแล้วที่จะหันกลับไปอย่างนั้น ปัจจุบันภาคเกษตรกรรมเข้ามาอยู่ในตลาดเต็มตัวแล้ว คนผลิตในภาคเกษตรกรรมเพื่อขาย และส่วนใหญ่ของคนก็หลุดไปจากภาคเกษตรแล้ว รายได้ที่ได้จากภาคการเกษตรเป็นส่วนน้อย
ศ.ดร.นิธิ กล่าวอีกว่า เมื่อคนเหล่านี้หันจากภาคการเกษตรเข้าสู่ตลาดโดยตรง สิ่งที่เขาต้องการคือพื้นที่ทางการเมือง เพราะนโยบายสาธารณะของชาติจะกระทบกับผลประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงต้องการมีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น และเป็นที่น่าเสียดายในขณะที่สังคมกำลังเปลี่ยนมีคนจำนวนมากกำลังต้องการพื้นที่ทางการเมืองในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ ก็เป็นช่วงเดียวกันกับพื้นที่ทางการเมืองระดับประเทศหดตัวลง ด้วยอำนาจที่อยู่นอกระบบรัฐสภา เช่น อำนาจจากกองทัพ เข้ามาคุมพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น จึงทำให้ผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่การเมืองโดยยากขึ้น ปัญหาคือเราจะกำหนดให้คนชั้นกลางและระดับล่างมีรายได้มากขึ้น และเข้าไปอยู่ในพื้นทางการเมืองได้อย่างไร โดยให้ทุกฝ่ายยอมรับ ให้คนเหล่านี้มีอำนาจ มีสิทธิในการเข้ามาแข่งขันในการกำหนดนโยบายสาธารณะ รวมถึงให้สามารถเข้ามาต่อรอง และเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ซึ่งคำตอบตนคิดว่าคือ “ การปฏิรูป ”
ศ.ดร.นิธิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การปฏิรูปที่แท้จริง ไม่เกี่ยวกับการปรองดองทางการเมือง เพราะไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นเรื่องอนาคตที่วางไว้ยาวไกลกว่านั้น ซึ่งตนอยากทำความเข้าใจว่าปฏิรูปไม่ใช่การแก้ไขระบบให้ทำงานได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเกิดขึ้นจากตัวระบบ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากตัวระบบมีช่องโหว่ แล้วเราก็ไปอุดช่องโหว่เหล่านั้นให้เดินต่อไปได้ เช่น การทุจริตงบประมาณสาธารณะ จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระบวนการตรวจสอบมากกว่าการตั้งองค์กรตรวจสอบเพียงอย่างเดียว ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปจะต้องหมายถึงการปรับถึงระดับหรือโครงสร้าง ส่วนใครจะเป็นผู้ปฏิรูปนั้น ตนอย่าคิดว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ทำ ไม่มีรัฐบาลไหนทำ จนกว่าจะมีพลังอื่นมาบังคับให้รัฐบาลต้องทำ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากกระบอกปืนหรือมาจากหีบบัตรเลือกตั้ง ล้วนแต่ถูกกำกับโดยสังคมได้ทั้งนั้น
“ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชนิดใดก็แล้วแต่ เราจะสามารถบังคับให้มันทำอะไรได้ก็ต้องเป็นพลังอื่นมาบังคับ ปิดล้อม เพราะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิรูป ต้องเป็นพลังของสังคมทั้งหมด สังคมทั้งหมดต้องมีความตื่นตัวพอที่จะร่วมมือกันในการปฏิรูปและบีบบังคับให้นักการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น ในการนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้เกิดดุลยภาพภายในประเทศมากขึ้น ฉะนั้นความสำเร็จของการปฏิรูปจึงอยู่ที่จะสามารถขับเคลื่อนสังคมให้อยากปฏิรูปได้หรือไม่ หรือการผลักดันให้รัฐปฏิรูป ส่วนนี้เองจึงเป็นส่วนที่ยากที่สุด คือจะทำให้สังคมไทยสำนึกในความจำเป็นของการปฏิรูปได้อย่างไร เพราะปัจจุบันสังคมไทยยังประสบปัญหาขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ” ศ.ดร.นิธิ กล่าว
ปธ.ผู้ตรวจการฯวอนทุกฝ่ายแบนนักการเมืองเห็นแก่ตัว
นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง “ มาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองและการสร้างจิตสำนึกสาธารณะ : หลักการกับข้อเท็จจริง ” ให้กับนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ พตส. 2 โดยนายปราโมทย์ กล่าวบรรยายใจความตอนหนึ่งว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหามากมาย ทั้งในเรื่องของความแตกต่างด้านความคิด การแบ่งสี แบ่งข้าง แบ่งฝ่ายแบบเอาเป็นเอาตาย ปัญหาเรื่องคลิปวิดีโอ และการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีคุณธรรมจริยธรรมที่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้ก็จะมีไม่มากและจะไม่กระทบต่อการบริหารบ้านเมือง
นายปราโมทย์ กล่าวว่า สำหรับนักการเมือง ผู้บริหารระดับประเทศและสภา จะมีประมวลจริยธรรมข้าราชการทางการเมือง พ.ศ. 2551 ที่ดูแลคณะรัฐมนตรี ข้าราชการการเมืองทั้งหมด รวมทั้งมีประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรและประมวลจริยธรรมวุฒิสภาที่นำมาใช้นี้ก็ถือเป็นกติกาที่ไว้กำกับดูแล ซึ่งถือว่าคนที่จะใช้อำนาจรัฐทุกระดับต้องมีชุดประมวลจริยธรรมกำกับอย่างน้อยหนึ่งชุด เพราะหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำการใดที่เกิดผลกระทบต่อส่วนรวม ประมวลจริยธรรมก็จะมีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องมีชุดประมวลจริยธรรมที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาสาเข้ามาทำงาน โดยที่ไม่ได้มีใครบังคับให้เข้ามา ดังนั้นต้องทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรที่มีจำนวนน้อยให้กับคนที่มีจำนวนมากอย่างเป็นธรรม
นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ตนขอย้ำว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่ออาสาเข้ามาต้องมีจิตอาสาและมีความพร้อมคือ 1.มีความพร้อมทางฐานะและความเป็นอยู่ตามสมควรในการดูแลครอบครัว 2.มีความรู้ความสามารถประสบการณ์ในการใช้อำนาจรัฐที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และ 3.ต้องมีจิตใจอาสาเข้ามาทำงานเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมโดยไม่หวังผลประโยชน์ ทั้งรูปรายได้ ทรัพย์สินต่างๆ เพราะได้ค่าตอบแทนทางตำแหน่งไปแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าอาศัยสิทธิ์เพื่อนำผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมต้องเริ่มบ่มเพาะจากครอบรัว เพื่อซึมซับการประพฤติปฏิบัติให้มีวิธีคิดจิตสำนึกสาธารณะ รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม
“ตั้งแต่ผมจำได้ ไม่เคยมียุคสมัยใดที่สภาจะล่มบ่อยเหมือนยุคนี้ ทำให้กลายเป็นปกติวิสัย ความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ทุกคนต้องทำหน้าที่และคำนึงถึงจิตสาธารณตรงกลางให้ได้ นักการเมืองบ้านเราห้ำหั่นกันเอาเป็นเอาตาย ต่างกับนักการเมืองชาติตะวันตก เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักเสียสละ ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน นักการเมืองบ้านเราก็จะชกต่อยกัน เพราะวันที่ประชุมร่วมรัฐสภาก็มีนักการเมืองคนหนึ่งถอดรองเท้าขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ โดยคิดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู ไม่คิดว่าเป็นคนไทยด้วยกัน วิธีการเช่นนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของคุณธรรม เพราะตราบใดที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้อาสามาด้วยจิตสาธารณอย่างแท้จริง ทุกคนต้องช่วยกันสกัดกั้น รังเกียจและไม่ให้ความร่วมมือเพื่อให้เขาใช้อำนาจรัฐให้ได้มากที่สุด” นายปราโมทย์ กล่าว



