ข่าว

อภิสิทธิ์แย้มขึ้นค่าแรงปีหน้า10-11บาท

อภิสิทธิ์แย้มขึ้นค่าแรงปีหน้า10-11บาท

26 พ.ย. 2553

ภาครัฐ-เอกชนระนอง หนุนแนวคิดกระทรวงแรงงาน ที่เสนอแผนคุมกำเนิดแรงงานต่างด้าว เพื่อควบคุมเด็กต่างชาติที่เกิดในประเทศไทย ผวจ.ระนองชี้ปัญหาเด็กต่างชาติส่งผลกระทบหนักด้านสาธารณสุข,สังคม,การศึกษา ,ความมั่นคง เชียงรายจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

(26พ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาในการสัมมนาหัวข้อ “ พลิกความท้าทายสู่โอกาสประเทศไทย 2554 ” ที่ ESAP Hall ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในวาระครบรอบ 40 ปี บมจ.เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป และก้าวสู่ปีที่ 24 นสพ.กรุงเทพธุรกิจว่า เราถูกมองว่าพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมากเกินไป จึงต้องเสริมความเข้มแข็งแต่ไม่ใช่การลดการค้าระหวางประเทศ หากเราอยากให้ความสำคัญในเศรษฐกิจก็ต้องเพิ่มกำลังซื้อให้คนในประเทศ โดยจะมีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่ปรับขึ้นช่วงเม.ย.ปีหน้า ส่วนการปรับค่าแรงที่ปรับขึ้นต้องคำนึงตรงนี้ที่กำลังพิจารณา เพราะ 1-2 ปีเราขึ้น 2-3 บาท

 “ผมบอกว่านโยบายรัฐบาลที่มีสัดส่วนเป็นกรรมการไตรภาคีต้องเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำมากกว่าช่วง 2-3 ปี จึงมีความเป็นไปได้ที่ค่าแรงจะเพิ่มเป็นตัวเลขสองหลัก 10-11 บาท พร้อมให้ธุริจปรับตัว ซึ่งสิ่งนี้จะนำสู่การยอมรับมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสามารถแข่งขันได้โดยการกดค่าแรง นอกจากไม่เป็นธรรมแล้วยังมีส่วนกดเศรษฐกิจในประเทศตลอด”นายกฯ กล่าว

ภาครัฐ-เอกชนระนองหนุนแผนคุมกำเนิดแรงงานต่างด้าว

 นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าจากกรณีที่ทางกระทรวงแรงงานมีแนวคิดที่จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย,สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.),สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวโดยให้มีการคุมกำเนิดแรงงานเพื่อควบคุมเด็กต่างชาติที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งจากแนวความคิดดังกล่าวทางภาครัฐ และเอกชนจังหวัดระนองมีความเห็นสอดคล้องกับแนวความคิดดังกล่าว พร้อมสนับสนุนและยินดีที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะให้แผนการควบคุมเด็กต่างชาติเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง

 “ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว โดยการคุมกำเนิดแรงงาน เพื่อควบคุมเด็กต่างชาติที่จะเกิดในแผ่นดินไทยนั้น ที่ผ่านมาจังหวัดระนองได้ตระหนักถึงปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้น และได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง,สำนักงานรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดระนอง,โรงพยาบาลระนอง ฯ,เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อที่จะเข้าไปให้ความรู้แก่ชาวพม่าให้รู้จักวิธีการคุมกำเนิด ,รู้จักการวางแผนครอบครัว,การทำหมัน,การใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น นอกจากนี้ทางจังหวัดได้จัดงบประมาณสนับสนุนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง โดยในปีงบประมาณ 2554 จำนวน 900,000 บาท เพื่อดำเนินการคุมกำเนิดให้กับแม่บ้านชาวพม่าที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 250 คน ” นายวันชาติ กล่าว

 นายวันชาติกล่าวต่อว่าปัจจุบันนี้กลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวพม่าได้เริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติ และค่านิยมในการมีบุตรน้อยลง และต้องการที่จะคุมกำเนิด แต่ยังติดขัดปัญหาค่าใช้จ่ายซึ่งจะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 2,500-3,000 บาทต่อคน ในขณะที่งบประมาณสนับสนุนแทบจะไม่มีเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ที่ผ่านมาทางจังหวัดได้เจียดงบประมาณเข้าไปดำเนินการ ซึ่งหากมีการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการมากขึ้นเชื่อว่าการคุมกำเนิดแรงงานพม่าประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 ส่วนเด็กต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดระนอง เป็นจำนวนมากนั้น ปรากฏว่าได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขจะต้องใช้งบประมาณเข้าไปดำเนินการในด้านต่างๆ อาทิการควบคุมโรค,การหยอดวัคซีน,การรักษาพยาบาล นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านสังคม ซึ่งเด็กดังกล่าวล่อแหลมที่จะถูกชักนำไปในทางที่ไม่ดี หรืออาจจะตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ส่วนในด้านการศึกษาแม้ว่าปัจจุบันรัฐธรรมนูญของไทยจะให้สิทธิเด็กที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทยเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้นั้น พบว่ากลับไปสร้างปัญหาให้กับนักเรียนของไทยที่ไม่ยอมรับเด็กเหล่านี้จนนำมาซึ่งเป็นปัญหาในสถานศึกษา รวมถึงปัญหาการย้ายสถานที่ทำงาน การอยู่อาศัยไม่ประจำเป็นหลักแหล่งก็กลายเป็นปัญหาและภาระให้กับโรงเรียน

 “ ผลจากก ารสำรวจข้อมูลล่าสุดพบว่ามีโรงเรียนในเขตพื้นที่จ.ระนองจำนวนมากถึง 47 โรงเรียนที่พบมีรายชื่อนักเรียนต่างด้าว นักเรียนไร้สัญชาติปรากฏอยู่ในชั้นเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษา รวมถึงเด็กนักเรียนต่างด้าวที่อยู่ในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตชายแดนไทย-พม่า จำนวน 13 ศูนย์ รวมกว่า 3,000 คน ” นายวันชาติ กล่าว

 นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่าเด็กต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศถือเป็นปมปัญหาสำคัญที่จะตามมากับกลุ่มคนเหล่านี้ในอนาคต เรายิ่งอุ้มชูกลุ่มคนเหล่านี้มาก ต่อไปผลกระทบก็จะส่งกลับมายังเราเอง เนื่องจากการที่ประเทศไทยให้โอกาสและความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ก็จะยิ่งทำให้กลุ่มแรงงานต่างชาติชาวพม่าหลายคนเริ่มม่ความรู้ และเห็นช่องทางการทำมาหากินในประเทศไทยมากขึ้น จนไม่คิดที่จะเดินทางกลับประเทศ แต่จะเริ่มหาทางตั้งรกรากในประเทศไทยแทน เห็นได้จากในพื้นที่จังหวัดระนองที่มีชาวพม่าเข้ามาติดต่อซื้อบ้าน ซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก

 “และที่หลายคนพูดกันมากคือจากนโยบายการเปิดกว้างทางการศึกษาให้กับเด็กต่างด้าว เด็กไร้สัญชาติกลับส่งผลให้เป็นการเปิดช่องที่เอื้อให้เด็กต่างด้าว และเด็กไร้สัญชาติทะลักเข้ามาสร้างปัญหาให้กับวงการศึกษาของไทย ปัญหาแรกคืองบประมาณค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเพื่อจัดการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กดังกล่าวโดยไม่จำเป็น ในขณะที่เด็กนักเรียนไทยพบยังมีปัญหาและไม่ได้รับการช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก ” นายนิตย์ กล่าว

 แหล่งข่าวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดระนอง กล่าวว่าปัญหาที่สำคัญอีกประการที่เริ่มส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา คือการวัดค่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รวมเด็กต่างด้าว เด็กไร้สัญชาติเข้าไปในการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วย ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์มีการเบี่ยงเบนผิดไปจากค่าความเป็นจริง เนื่องจากเด็กต่างด้าว เด็กไร้สัญชาติเหล่านี้จะมีปัญหาในการอ่านออก เขียนได้ จึงกลายเป็นตัวถ่วงให้ผลสัมฤทธิ์ของเด็กไทย มีค่าผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งที่ผ่านมาทาง สพท.ระนองได้เสนอความคิดเห็นนี้ผ่านไปยังผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการในระหว่างการลงพื้นที่ตรวจราชการที่จ.ระนอง เพื่อให้ทราบถึงปัญหาดังกล่าว แต่ขอให้แยกการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระหว่างเด็กไทยกับเด็กต่างด้าว และเด็กไร้สัญชาติ

 พ.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 25 กองกำลังเทพสตรี ซึ่งดูแลแนวชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดระนองและ ชุมพรกล่าวว่า ตนพูดมาโดยตลอดว่าปัญหาผู้ติดตามที่ติดตามแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยหากยังไม่ดำเนินการจนปัญหากลายเป็นดินพอกหางหมูต่อไปก็จะดำเนินการยาก ซึ่งในหลายประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะอนุญาติเฉพาะผู้ที่มีบัตรทำงานเท่านั้นที่สามารถอยู่อาศัยได้ชั่วคราว ส่วนผู้ติดตามจะไม่มีการอนุญาต หากเดินทางไปเยี่ยมได้ก็จะอนุญาตเป็นครั้งคราวละสั้นๆไป แต่ในประเทศไทยมีการปล่อยปละละเลย ซึ่งปัจจุบันหากตรวจสอบกันจริงๆ เชื่อว่าแรงงานต่างด้าวยังน้อยกว่าผู้ที่ติดตามเข้ามาซึ่งมีทั้งพ่อ แม่ ลูก ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการดำเนินการจัดระเบียบกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเด็กพม่าต่อไปเกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการหากยังไม่ดำเนินการในขณะนี้

เชียงรายจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี จ.เชียงราย ซึ่งประกอบไปด้วยภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรม ณ ลานดนตรีย้อนยุค สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนธนาลัย เทศบาลนครเชียงราย โดยภายในกิจกรรมมีการจัดขบวนพาเหรดจากโรงเรียนและวิทยาลัยต่างๆ ใน อ.เมืองเชียงราย ประมาณ 1,500 คน ไปตามถนนสายต่างๆ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยมีการใช้สัญลักษณ์มือตบที่ทำจากกระดาษเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการ "หยุด" ใช้ความรุนแรงดังกล่าว

 ส่วนภายในบริเวณการจัดงานมีการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานองค์กรต่างๆ จำนวน 15 หน่วยงาน รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง "สื่อเป็นเหตุแห่งความรุนแรงจริงหรือ?" โดยมีการจัดตัวแทนจากสื่อมวลชน ตำรวจ องค์กรเอกชนและเยาวชนไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้านต่างๆ และภาคบ่ายมีการจัดโต้เวทีในหัวข้อเดียวกันระหว่างตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมและโรงเรียนดำรงค์ราษฎร์สงเคราะห์ ทั้งนี้ภายในกิจกรรมมีการจัดผ้าป่ามือจากชุมชนต่างๆ อีกด้วย
 
 นายแพทย์พิษณุ ขันติพงษ์ ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่าปัจจุบันสถานการณ์การกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมีแนวโน้มสูงขึ้น จนทำให้พบว่ากรณีพบศพทารกที่เกิดจากการทำแท้ง 2,002 ศพที่วัดไผ่เงิน กรุงเทพฯ เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์แย่ลงและมีผู้ที่ไม่เปิดเผยตัวต่อสาธารณชนเมื่อประสบปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะเกิดปัญหาเรื่องการละเมิดทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร จนทำให้ในปัจจุบันกลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์มากที่สุดกว่า 50% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด

 สำหรับปัญหาทั้งหมดนี้แก้ไขได้ด้วยการเริ่มต้นที่ตัวของเด็ก เยาวชน สตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกเพศวัยและสถานะ จากนั้นครอบครัวให้ความอบอุ่นและสังคมช่วยกันกระตุ้น เพื่อลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่วนเป้าหมายของงานในวันนี้เราไม่มุ่งที่จะให้มีการจัดงานวันเดียวแล้วเลิกรากันไปเพราะหลังจากนี้ทุกหน่วยงานองค์กรในคณะทำงานฯ ก็จะลงพืนที่พบปะกับสถานศึกษาและชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจร่วมกันต่อไป