
"ดอกเตอร์"สาวแฝงตัวสัมผัสชีวิต"เด็กแว้น"
เสียงแผดร้องของเครื่องยนต์ที่ถูกเค้นอย่างรุนแรงหนักหน่วง ผ่านท่อไอเสียแบบซิ่งที่ตีรีดแหลม ทำเอาเจ้าพาหนะคันจิ๋วพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างดุดันหลังบิดคันเร่ง
เป็นความน่าเกรงขามหากสิ่งเล็กๆ ดังกล่าวที่เราเรียกว่า "มอเตอร์ไซค์" ได้โลดแล่นไปบนแทรกสนาม ท่ามกลางผู้ชมให้ความสนใจเนืองแน่นพร้อมถ้วยรางวัลอันภาคภูมิใจ
แต่เสียงแว้น...แว้น...ปวดใจได้สร้างความน่าเอือมระอาให้แก่ชาวบ้านที่ได้ยิน ในช่วงค่ำคืนวันศุกร์-เสาร์ ที่เหล่าแก๊งซิ่งป่วนเมืองใช้ถนนหลวงประลองความเร็ว
ดูเหมือนว่าเส้นทางประลองความเร็วหรือสนามเถื่อนที่นิยมกันมาก ได้แก่ ถนนเกษตรขนวมินทร์ ถนนรัชดาฯ-รามอินทรา (ตัดใหม่) ถนนจตุรทิศต่อกับศรีอยุธยา ถนนพระราม 4 บริเวณหน้าช่อง 3 และฝั่งธนบุรี ช่วงบรมราชชนี-พระราม 2
แม้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะกวดขันปราบปราม แต่ดูเหมือนว่ายิ่งจับกุมเท่าไหร่ เด็กแว้น ที่นิยมเสียงดัง ความเร็ว เพื่อเป็นจุดสนใจของแก๊ง ก็ยังเกลื่อนท้องถนนและนับวันจะทวีรุนแรงขึ้น
หลายคนตั้งข้อสงสัยเหตุใดหนุ่มวัยรุ่นและโจ๋ใกล้จะรุ่นที่ถูกขนานนามว่า "เด็กแว้น" ถึงนิยมซิ่งท้าความตายกันแบบไม่คิดชีวิต
แถมยังพ่วงด้วยเพื่อนสาวที่ซ้อนท้ายเป็นตุ๊กตาหลังรถที่ถูกเรียกคู่กัน "เด็กสก๊อย" วัยขบเผาะเป็นกำลังใจ
ปริศนาที่คับข้องใจกำลังถูกขับขานเป็นครั้งที่ 2 จาก ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เที่ยวนี้เป็นงานวิจัยเพื่อค้นหาและรับรู้ถึงเบื้องลึกจึงได้โดดลงไปคลุกคลีสัมผัสกับชีวิตเด็กแว้น จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจยอมรับเข้าร่วมแก๊งบนถนนหลวง
เริ่มจากการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแก๊งเด็กแว้น หัดซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ในรูปแบบของเด็กสก๊อยจนแก่กล้า
ทำเอาขาประจำของการประลองความเร็วบนถนนหลวงถึงกับอ้าปากค้าง กับภาพลักษณ์ "สก๊อย" ที่เป็นเด็กสาววัยกระเตาะชอบผูกโบเล็กๆ ที่ศีรษะ ใส่เสื้อกล้ามแนบเนื้อโชว์สัดส่วนอวบอั๋นเห็นเนื้อหนังมังสา นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กอดรัดเอวชายหนุ่มอย่างแนบชิด
ใบหน้าขาววอกเหมือนกับจะไปเล่นงิ้ว ริมฝีปากก็จะแดงระเรื่อ พกหวีเป็นเครื่องประดับสำคัญไว้สะสางผมที่ฟูฟ่องดั่งฝอยขัดหม้อยามลงเดิน บางรายอาจจะห้อยตุ๊กตาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ "ฉันพร้อมเป็นตุ๊กตาหลังรถ”
เปลี๊ยน...ไป๋...กลายเป็น "สก๊อยตัวแม่" ที่ดูบึกบึนขึ้น แต่ยังคงความเปรี้ยวตามสถานการณ์
ความเร็วเข้าเส้นจากที่เคยเกาะหลังเด็กแว้น ไม่เสียวเข้าไส้ลงทุนซื้อมอเตอร์ไซค์และแต่งเป็นของตนเองฝึกขี่รถท้าทายตำรวจ
เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ในที่สุดได้ออกไปประลองความเร็วกับแก๊งเด็กแว้น จนได้ข้อมูลในเชิงลึกขึ้น
ว่าการรวมกลุ่มก้อนเป็น "แก๊ง" ลึกซึ้งจากความเป็นเพื่อน สู่การมีเพศสัมพันธ์กันในกลุ่ม โดยมีการแบ่งระดับเป็นรุ่นเล็ก กลาง และใหญ่
พร้อมระบบอุปถัมภ์ซึ่งมีหน้าที่คอยเคลียร์ปัญหากันในกลุ่ม เคลียร์กับตำรวจและกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
แต่หากพบปะกับคู่อริเมื่อใดก็จะยกพวกตีกันหรือการรุมทำร้าย ต้นเหตุของการขัดแย้งหนีไม่พ้นผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือการไม่ถูกชะตากัน โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง ยาเสพติด
ปัจจุบันเด็กสก๊อยไม่ใช้สิ่งที่ดึงดูดใจเด็กแว้นอีกต่อไป แต่สิ่งที่ดึงดูดมากกว่าสาวสก๊อย กลับเป็นเงินเดิมพัน การท้าทายตำรวจ หรือกระทั่งการเอารถที่แข่งแพ้มาราดน้ำมันจุดไฟเผา
ร้านแต่งรถเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของแก๊งเด็กแว้น เพราะหากการแข่งขันคันไหนพุ่งเข้าเส้นชัย นั่นย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงมาสู่ซุ้มหรือสำนักนั้นจนเป็นศูนย์รวมของแก๊ง
แน่นอน...ความแรงมาคู่กับเงิน ใครเงินมากก็ซื้อของแต่งได้มาก โอกาสชนะก็มีสูงนอกเหนือจากฝีมือ
สมาชิกส่วนใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้มักจะมีอายุตั้งแต่ 11-13 ปีขึ้นไป และมักจะเป็นลูกของนักการเมือง ตำรวจ ทหาร ครู และอีกหลากหลายอาชีพ
เด็กเหล่านี้มีวิธีการหาเงินด้วยการเล่นสนุกเกอร์ การพนันบอล ทำหวย ปล่อยเงินกู้ ค้าประเวณีและค้ายาเสพติดแบบค้าปลีก
หลายคนพบจุดจบกับความเสี่ยงไม่ว่าจะก่อนแข่งอย่างเรื่องการถูกจับกุม หรือความตายระหว่างแข่ง แต่ก็ไม่มีใครกลัวและเข็ดหลาบหลายคนบอกว่าเท่และสนุก
แต่ "สรพงษ์ ชุ่มหฤทัย" วัย 32 ปี ต้องนั่งรถเข็นตลอดชีวิตจากความพลาดพลั้งบอกว่า "รถที่ใช้แข่งถ้าไม่เร็วก็ต้องมีเสียงดังไว้ก่อน เมื่อเห็นรถคนอื่นเร็วกว่า ก็จะหาวิธีทำให้รถแรงกว่าเพื่อชัยชนะ"
"การซิ่งครั้งนั้นทำให้ผมพิการ เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่สามารถผ่านพ้นมาได้ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือการลดภาระของครอบครัวให้ได้มากที่สุด"
เช่นเดียวกับ "อุดมพร กรนาม" วัย 30 ปี เล่าย้อนไปกว่า 11 ปีถึงทุกคืนวันเสาร์ที่เขาและเพื่อนประมาณ10-20 คันมารวมตัวกันที่ร้านแต่งรถ
เพียงแค่พริบตาเดียวกับความเร็วระดับ 200กม/ชม.ในรอบสุดท้ายด้วยเงินเดิมพันเพียง 5,000 บาท บนรถมอเตอร์ไซค์คันแรง เขากลับต้องมานั่งรถวีลแชร์แทน
ความสูญเสีย-พิการเพราะความคึกคะนอง ความทุกข์จะตกอยู่กับผู้เป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องคอยดูแลลูกพิการไปตลอดชีวิตอย่างครอบครัวของ "แดง พึ่งจรูญ" แม่ของ "อุดมพร" ที่พร่ำเตือนและห้ามปรามลูกไม่ให้ไปแข็งรถ
"แม่ไม่เคยคิดว่าลูกจะประสบอุบัติเหตุถึงขั้นพิการขนาดนี้ ด้วยหัวอกของผู้เป็นแม่ทั้งโกรธลูกและเสียใจไปพร้อมๆ กัน แต่ก็ให้อภัยลูกได้เสมอ ถ้าเปลี่ยนกันได้ ผู้เป็นแม่ยอมพิการแทนลูกดีกว่า ต้องให้ลูกอันเป็นที่รักทรมานอยู่แบบนี้"
อุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า 80% ที่เกิดจากการกระทำของเด็กแว้น มักเป็นเด็กที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่มีวุฒิภาวะในการรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ตัวเองจะรับเคราะห์เท่านั้น แต่ยังทำให้คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเสียหายไปด้วย
อดีตสก๊อยตัวแม่ ผศ.ดร.ปนัดดา เสนอแนวทางแก้ปัญหาว่า สถานประกอบการต่างๆ ต้องมีสำนึกกับสังคมอย่างแท้จริง
ตราบใดที่มีการโฆษณาความเร็วของยานพาหนะโดยที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่น ต่อให้ทำโครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยที่มีพลัง อำนาจการประชาสัมพันธ์ที่ไม่เท่ากันและไม่เป็นที่สนใจของเด็กวัยรุ่น ก็จะเป็นบ่อเกิดของความเสี่ยงความรุนแรงได้
ส่วนมุมมองทางด้านกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กก็ยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องถูกส่งตัวไปสถานพินิจฯ และในส่วนของผู้ปกครองที่รู้เห็นเป็นใจก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย
สังคมไม่ควรมองเด็กเหล่านี้เป็นขยะสังคม ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เพราะวัยแห่งความคึกคะนองนี้ ยิ่งห้าม...เหมือนยิ่งยุ!!
บายไลน์ - ทีมข่าวอาชญากรรม



