ข่าว

 ระวังโรคระบาดทางการเงินจากกลุ่มยูโร

ระวังโรคระบาดทางการเงินจากกลุ่มยูโร

26 พ.ย. 2553

วิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน "ยูโร" ได้ลุกลามบานปลายออกไปก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินใน “ไอร์แลนด์” ส่งผลให้เกิดสภาวะวิกฤติศรัทธาต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินของ "ไอร์แลนด์"

ทั้งระบบ และกำลังจะระบาดออกไปในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” อื่นๆ จนในที่สุดรัฐบาล "ไอริช" จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือเร่งด่วนจากธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี)  และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นไม่ใช่เฉพาะกับระบบการเงินของ “ไอร์แลนด์” แต่กำลังที่ส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วยุโรป  

 นายแดเนียล กรอส หัวหน้าศูนย์ศึกษา “นโยบายยุโรป” ใน กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ให้ความเห็นว่า ตราบใดที่ปัญหาพื้นฐานยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” ก็เปรียบเสมือน “โรคระบาด” จะลุกลามไปยังประเทศใน “อียู” อื่นๆ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าแนวทางในการปฏิบัติต่อวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” ในเวลานี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เป็นแค่เพียงการซื้อเวลา อีกทั้งยังเป็นการย้ายปัญหาแบบหมกเม็ดไปเรื่อยๆ ที่เป็นเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่รอการจุดชนวน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินต่อเนื่องในลักษณะ “โดมิโน” จนกระทั่งอาจล่มสลายลงทั้งระบบ

 ผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากวิกฤติการณ์ทางการเงินดังกล่าวทำให้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีลูกค้าระดับองค์กรใหญ่ๆ ถอนเงินออกจากธนาคารหลายแห่งใน “ไอร์แลนด์” กันเป็นจำนวนมาก อาทิ อัลไลด์  ไอริช แบงก์ (เอไอบี) ถูกถอนเงินออกไป 13,000 ล้านยูโร แบงก์ ออฟ ไอแลนด์ 10,000  ล้านยูโร และ ไอริช ไลฟ์แอนด์เพอร์มาเนนท์ อีก 600 ล้านยูโรและอีกหลายองค์กรใหญ่ๆ ก็ยังคงทยอยถอนเงินออกกันอย่างต่อเนื่อง เกิดอาการ “เลือดไหลออกไม่หยุด” ซึ่งหากควบคุมกันไม่ดีก็จะอันตรายมากครับ

 จากวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นได้มีการประมาณกันคร่าวๆ ว่าเงินช่วยเหลือที่ “อีซีบี” และ “ไอเอ็มเอฟ” ได้ตกลงในหลักการที่จะให้ความช่วยเหลือต่อวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” (เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามบานปลายออกไปนั้น)  ซึ่งในขณะนี้จะยังไม่มีใครทราบได้แน่ชัดว่าเป็นจำนวนเท่าใดกันแน่ จนกว่าทางการ “ไอร์แลนด์”, “อีซีบี” และ “ไอเอ็มเอฟ” จะประชุมสรุปร่วมกันเพื่อตรวจสอบสถานภาพและเสถียรภาพของบรรดาธนาคารทั้งหลายที่ต่างตกอยู่ในสภาพระส่ำระสายกันอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์กันว่า มีความจำเป็นต้องใช้เงินช่วยเหลืออย่างน้อย 45,000 ล้านยูโร (หรืออาจจะบานออกไปมากถึง 90,000 ล้านยูโร) 

 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างกังวลว่าวิกฤติของ “ไอร์แลนด์” กำลังจะลุกลามออกไปไม่หยุดได้โดยง่ายแน่ นอกจากนั้น ยังคาดการณ์ไว้ว่า “โปรตุเกส” (และ “สเปน”) ก็อาจจะเป็นเป้าต่อไป แถมยังมีอีกหลายชาติที่เข้าคิวรอกันอยู่ ทั้งนี้ ในการสำรวจความคิดเห็นของบรรดานักการธนาคารระหว่าง การประชุมสมัชชาการธนาคารระดับสูงที่นครแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อไม่นานมานี้ ชี้ชัดว่า นักการธนาคารมากถึง 75% มีความเห็นตรงกันว่าถึงแม้ “ไอร์แลนด์” จะได้รับความช่วยเหลือแล้ว ปัญหาก็จะยังลุกลามต่อไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีสถานภาพทางการเงินการคลังที่อ่อนแอขาดเสถียรภาพ อีกหลายต่อหลายประเทศในยุโรป

 มาถึงตอนนี้ผมก็อดนึกถึงแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่มีดีกรีถึงรางวัลโนเบล  เช่น  ศาตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์  ก็ยังยอมรับถึงแก่นสาระ (Principal)  ของความ “พอเพียง” ว่าจะเป็นหนึ่งใน “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” ของระบบ “ทุนนิยมใหม่” ในอนาคต หากกลุ่มประเทศใน “อียู” สนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้แบบ “น้ำไม่เต็มแก้ว” เกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระองค์ท่านบ้าง ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์