
บทเรียนที่ไม่มีในตำรา
ผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นไปแล้วสำหรับคดีอดีตตำรวจสายสืบ สน.ประชาชื่น ยิงสารวัตรทหารเสียชีวิต
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน สายสืบนอกเครื่องแบบ 2 นาย ไปจับกุมซีดีเถื่อนตลาดนัดหน้าแฟลตทหาร
สารวัตรทหาร 2 นายเห็นผิดสังเกตจึงเข้าไปขอให้แสดงตัว เกิดการโต้เถียงกันพักใหญ่ ก่อนจะจบลงเมื่อมีนายทหารเข้ามาไกล่เกลี่ย
แทนที่เรื่องจะจบ หนึ่งในสายสืบย้อนกลับไปจ่อยิงทางด้านหลัง !?!
ศาลเห็นว่าเป็นเจตนาฆ่าและมีการไตร่ตรองไว้ก่อนจึงพิพากษาประหารชีวิต
ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ป้องกันตัวตามข้อกล่าวอ้าง
คดีนี้เป็นตัวอย่างแก่ตำรวจทั้งหลาย จะทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย จะยึดอำนาจแล้วทำตามอำเภอใจไม่ได้
บ้านเมืองมีขื่อแป ไม่ใช่ใครมีอาวุธหรือกองกำลังแล้วจะเป็นใหญ่ นึกจะทำอะไรก็ได้
ถ้าคิดอย่างนี้ก็แย่ จะหาความสงบสุขมาจากไหน จะหาความยุติธรรมจากใคร ?!!
ในเมื่อคนที่หยิบยื่นความยุติธรรมให้แก่ชาวบ้านก็คือคนเดียวกับที่ใช้อำนาจไปในทางไม่ถูกไม่ควร
มือหนึ่งคอยปัดเป่าทุกข์ แต่อีกมือกลับถือปืนจ่อหัว
ประชาชนคงหาความสุขสงบไม่ได้
ดูอย่างคดีล่าสุด รอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง พัวพันกับคดีฆ่านาวาเอกแห่งกองทัพเรือ
สาวไปสาวมายังเกี่ยวพันกับคดีพยายามฆ่าโซเฟอร์แท็กซี่
2 คดีห่างกันแค่ 4 เดือน น่าจะบ่งบอกได้ว่า ตำรวจคนนี้คิดอะไรอยู่
นัยว่าเมาแล้วบันดาลโทสะขับรถปาดกันไปมา ก่อนจะจบลงด้วยการใช้ความรุนแรง
ปืนกระบอกนี้ที่ใช้พิทักษ์ราษฎร และก็ปืนกระบอกเดียวกันนี่แหละที่ใช้ห้ำหั่นประชาราษฎร์
เรื่องแค่นี้ยังแยกแยะไม่ออก ไม่ต้องไปคาดหวังถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
ฝากถึงตำรวจทุกนายไว้เป็นบทเรียนนอกตำราที่ไม่ต้องรอการพิสูจน์
ด้วยมันผ่านการเจียระไนแล้วด้วยชีวิตผู้บริสุทธิ์และอนาคตของตำรวจหลายนายในฐานะผู้ผ่านทางที่แสนเลวร้าย ?!!
อนลัส
[email protected]



