ข่าว

เหยื่อแก๊งลูก"ปิยะ"โผล่แฉเปิดบริษัทลวงทำบัตรบัตรเครดิต

เหยื่อแก๊งลูก"ปิยะ"โผล่แฉเปิดบริษัทลวงทำบัตรบัตรเครดิต

03 เม.ย. 2552

เหยื่อแก๊งลูก "ปิยะ" โผล่แฉกลโกงสองผัวเมีย เปิดบริษัทถูก ก.ม. ใช้ทีมงานขับรถตระเวนล่อลวงชาวไร่ชาวนาร่วมงาน เสนอเงินปันผลงาม เหยื่อหลงเชื่อหลายร้อยราย ลวงนำสำเนาบัตรประชาชนเปิดบัญชีแบงก์-ทำบัตรเครดิต ปีละกว่า 2,500 ใบ เสียหายไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้าน เจ้าของบั

 จากกรณีนางกันต์กนิษฐ์ อังกินันทน์ หรือ ปานจิต ชิ้นศิริ อายุ 48 ปี ลูกสาวนายปิยะ อังกินันทน์ หรือแป๋ง อดีต ส.ส.เพชรบุรี พรรคไทยรักไทย ถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง หลังสืบทราบว่านางกันต์กนิษฐ์ร่วมกับพวกจัดฉากว่าตัวเองเสียชีวิตจากเหตุพิบัติภัยสึนามิ เพื่อหลบหนีหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกงเงินกว่า 1,000 ล้านบาท

 เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายบอย (นามสมมติ) ซึ่งพักอาศัยอยู่ใน จ.นครปฐม หนึ่งในผู้เสียหายจากขบวนการฉ้อโกงกลุ่มนี้ เดินทางเข้าร้องเรียน "คม ชัด ลึก" เพื่อเปิดโปงขบวนการฉ้อโกงของสามีภรรยาคู่นี้ว่า ตนและพวกตกเป็นเหยื่อของขบวนการดังกล่าว โดยสามีภรรยาคู่นี้จะเปิดบริษัทขึ้นมา ซึ่งตนและพวกถูกหลอกให้เข้าไปพัวพันในลักษณะของการกระทำนิติกรรมในบริษัท โดยจะให้ทีมงานของบริษัทออกตระเวนขับรถตู้ไปพูดจาหว่านล้อม ชักชวนชาวบ้านให้มาร่วมสมัครงานกับบริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กาญจนบุรี นครปฐม และ สุโขทัย พร้อมเสนอเงินปันผลตอบแทน

 "การหลอกลวงชาวบ้านให้มาสมัครงานครั้งนี้ เพราะว่าต้องการได้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้าน ซึ่งบางรายต้องใช้สำเนาเอกสาร 2-3 ชุด บางรายสูงถึง 20 ชุด เพื่อที่จะนำไปใช้เปิดบัญชีผ่านธนาคารต่างๆ ก่อนเข้าทำงาน ซึ่งสามีภรรยาคู่นี้จะเสนอเงินค่าเปิดบัญชีให้แก่เจ้าของสำเนาบัตรประชาชนรายละ 500-1,000 บาทต่อบัญชี โดยอ้างว่าจะนำบัญชีที่เปิดไปสร้างกำไรผ่านธุรกิจของบริษัท และจะหักเงินปันผลให้ตามข้อตกลงแต่ละรายว่าจะได้ส่วนแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเป้าหมายที่ถูกหลอกส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ยากจนมีอาชีพทำไร่ทำนา" นายบอย กล่าว

 นายบอย กล่าวอีกว่า ก่อนที่จะตั้งบริษัทขึ้นมา ก็จะไปขอหมายเลขโทรศัพท์ติดตั้งในบริษัทก่อน เพื่อให้ธนาคารโทรมาตรวจสอบว่าบริษัทนี้มีอยู่จริง มีบุคคลที่ยื่นขอบัตรเครดิตมีตัวตนจริงๆ และบริษัทก็มีการก่อตั้งถูกต้องตามกฎหมาย โดยอาศัยเอกสารหลักฐานต่างๆ จากเหยื่อที่หลงเชื่อ ซึ่งจะใช้ชื่อของผู้เสียหายกลุ่มนี้มาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในบริษัทเพื่อสร้างความเชื่อใจ และให้เห็นว่าบริษัทมีตัวตนจริง เพื่อนำไปยื่นต่อธนาคารในการอนุมัติสินเชื่อ และบัตรเครดิตต่างๆ เมื่อธนาคารอนุมัติแล้ว โดยนายชาญชัยและนางกันต์กนิษฐ์จะเป็นผู้ถือบัตรเครดิตและสมุดบัญชีไว้เอง

 "ส่วนผมถูกชักจูงให้เข้าร่วมงานตั้งแต่ปี 2546 หลังทราบความจริงจึงถอนตัวออกมา เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วผมได้หลงเข้าร่วมขบวนการนี้ ขณะนี้ผมมีหนี้สินจากบัตรเครดิตที่สามีภรรยาคู่นี้นำไปใช้กว่า 2 แสนบาท และยังมีหนี้สินจากการนำชื่อของผมไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์อีกว่า 30 หมายเลขยังมีผู้เสียหายอีกเป็นร้อยรายที่หลงร่วมขบวนการนี้เพียงเพราะต้องการได้เงินปันผลเท่านั้น และยังมีชาวบ้านอีกหลายรายถอนตัวไม่ได้ เพราะธนาคารตามทวงหนี้ตลอดเวลา บางคนถึงขนาดฟ้องร้องกัน แต่ธนาคารยังเอาผิดชาวบ้านไม่ได้" นายบอย กล่าว

 ด้านนางนก (นามสมมติ) เหยื่อผู้เสียหายอีกราย พักอยู่ใน จ.นครปฐม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทีมงานบริษัทของสามีภรรยาคู่นี้มาพูดจาหว่านล้อมตนให้นำสำเนาบัตรประชาชนมาสมัครงาน โดยบริษัทจะเปิดบัญชีเงินฝากให้ก่อนเข้าทำงาน เพื่อนำไปประกอบธุรกิจกับบริษัท และจะนำกำไรมาเป็นเงินปันผลให้ พร้อมทั้งเสนอเงินเดือนประจำของพนักงานให้ ก็หลงเชื่อและมีความหวังว่ามีงานทำ มีเงินใช้ในตอนนั้น

 นางนก กล่าวอีกว่า ภายหลังเปิดบัญชีแล้วกว่า 6 เดือน ก็ไม่ได้รับเงินปันผลตามข้อตกลงแต่อย่างใด อีกทั้งยังถูกนำเอกสารชื่อตนไปซื้อทองคำอีกด้วย ซึ่งตนก็ไม่มีส่วนรู้เห็น และขณะนี้ก็มีจดหมายจากทนายร้านทองมาทวงหนี้ยอดกว่า 2 หมื่นบาท และยังมีหนี้จากบัตรเครคิตอีกกว่า 2-3 หมื่นบาท ประกอบกับขณะนั้นทราบว่าบริษัทมีปัญหาภายในเรื่องการเงิน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสอบในเรื่องนี้

 "ฉันกับเพื่อนร่วมงานอีก 5-6 คน จึงตัดสินใจถอนตัวหนีออกจากบริษัทเพราะทราบว่าบริษัทที่ทำงานอยู่มีอิทธิพลมากจึงไม่กล้าเข้าแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งขบวนการของสามีภรรยาคู่นี้เปิดบริษัทอยู่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ย่านบางพลัด และ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี" นางนก กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเหยื่อผู้เสียหายเข้าร้องเรียน "คม ชัด ลึก" แล้วทั้งหมดได้เข้าพบ พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดและติดตามขยายผลดำเนินคดีเพิ่มเติมกับนางกันต์กนิษฐ์และสามีต่อไป

 พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังขยายผลเพื่อหาความผิดพฤติกรรมในการหลอกลวงชาวบ้านที่ให้นำเอกสารไปทำบัตรเครดิต คาดว่ามีเป็นจำนวนมากหรือเกือบทุกธนาคาร ซึ่งจะประสานไปยังธนาคารต่างๆ เพื่อนำหลักฐานมายืนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นว่าเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้นหากผู้เสียหายหรือประชาชนที่ถูกทวงหนี้จากธนาคารโดยไม่ทราบสาเหตุให้มาร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อจะสอบสวนขยายผลต่อไป

 รายงานข่าวจากกองปราบปรามแจ้งว่า จากการสอบสวนประมวลข้อมูลทั้งหมดทราบว่าผู้กระทำความผิดทั้งหมดได้หลอกลวงชาวบ้านจากหลายจังหวัด โดยกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยการหลอกลวงชาวบ้านนำเอกสารมาทั้งหมด หลังจากนั้นจึงเปิดบริษัทมีพนักงานคอยรับโทรศัพท์ ซึ่งแต่ละเดือนสามารถนำเอกสารไปหลอกธนาคาร และธนาคารอนุมัติบัตรเครดิตมาเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 200 ใบ โดยแต่ละคนที่ธนาคารอนุมัตินั้นมีวงเงินตั้งแต่ 8 หมื่นบาทขึ้นไป เพราะแต่ละคนถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารตั้งแต่หัวหน้างาน ถึงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท ธนาคารจึงมีการอนุมัติวงเงินจำนวนมาก โดยปีละกว่า 2,500 ใบ คาดว่าความเสียหายตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท