
ชาวเฟซบุ๊กโวยต้านนายทุนตัด"ต้นจามจุรี100ปี"
ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ฮือต้านตัด "ต้นจามจุรียักษ์ 100 ปี" กว่าสิบต้น สมาชิกเฟซบุ๊กว่า 3 พันระดมเงินขอซื้อต้นไม้ยักษ์สุขุมวิท 35 วอนนายกฯ อภิสิทธิ์ดูแล สนง.เขตวัฒนาโบ้ยยังไม่รู้เรื่อง เตือนต้นไม้ยักษ์ขนย้ายไม่ได้ต้องโค่นทิ้ง ด้านนายทุนไบเทคอ้างขายต้นไม้ทั้
ปัญหาต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศไทยถูกโค่นตัดทิ้งยังคงมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เอกชนที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองโดยตรง ล่าสุดชาวกรุงเทพฯ ที่อาศัยอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 35 ตรงข้ามศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรี่ยม รวมตัวกันเพื่อต่อต้านกลุ่มนายทุนเอกชนที่พยายามจัดการพื้นที่ป่ากว่า 3 ไร่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุ 50-100 ปี โดยมีการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก "เฟซบุ๊ก" เพื่อรวมพลังคนรักษ์ต้นไม้ โดยเริ่มจากไม่กี่สิบคนจนเพิ่มเป็นเกือบ 3,000 คน ภายในไม่กี่วัน ขณะที่นายทุนเจ้าของพื้นที่อ้างว่ามีผู้ขอซื้อต้นไม้เหล่านี้ไปแล้ว
หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากพลเมืองดีว่า ขณะนี้มีกลุ่มนายทุนพยายามจะโค่นต้นไม้จำนวนมากบริเวณสวนป่าเอกชนใจกลางถนนสุขุมวิท 35 โดยมีต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 50-100 ปี หลายสิบต้น โดยไม่สนใจว่าจะทำให้สิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นได้รับผลกระทบอย่างไร "คม ชัด ลึก" ได้ไปสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณบ่ายโมงวันที่ 24 พฤศจิกายน พบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีขนาด 3-4 ไร่ เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และขนาดกลางปลูกอยู่จำนวนมาก ลักษณะคล้ายสวนสาธารณะขนาดเล็กแต่มีรั้วล้อมรอบ กิ่งก้านใบของต้นจามจุรีขนาดหลายคนโอบได้แผ่ความร่มรื่นมายังบ้านเรือนจนถึงถนนที่มีผู้คนเดินผ่านไปมา
เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามที่เข้าไปถ่ายรูปสวนป่าบริเวณด้านใน ก็พบกับกลุ่มผู้ชายประมาณ 5-7 คน กำลังยืนพูดคุยเรื่องต้นไม้ยักษ์อยู่ในพื้นที่ เมื่อเห็นว่าเป็นผู้สื่อข่าวก็ขอร้องให้ออกนอกพื้นที่ก่อสร้าง โดยไม่ยอมให้ข้อมูลหรือตอบข้อซักถามใดๆ ทั้งสิ้น
หนึ่งในสมาชิก "บิ๊กทรีโปรเจกท์" (BIG Trees Project) เล่าว่า ได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านการตัดต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่หลายร้อยต้นในพื้นที่ถนนสุขุมวิท 35 ซึ่งเชื่อว่าเป็นพื้นที่สวนป่าแห่งสุดท้ายที่มีต้นไม้อุดมสมบูรณ์ใจกลางเขตสุขุมวิท ทั้งนี้ ได้เริ่มจากสมาชิกไม่กี่สิบคนที่เห็นว่ามีกลุ่มคนพยายามเข้ามาจัดการพื้นที่บริเวณนี้ พร้อมข่าวลือว่ากลุ่มนายทุนมาซื้อเพื่อก่อสร้างเป็นศูนย์การค้า เมื่อสมาชิกกลุ่มบิ๊กทรี ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยและทำงานอยู่บริเวณดังกล่าวพยายามติดต่อไปยังเจ้าของเพื่อหารือถึงแนวทางการอนุรักษ์ต้นจามจุรี หรือต้นก้ามปูอายุเกือบ 100 ปี ไว้เป็นมรดกของลูกหลานชาวกรุงเทพฯ ปรากฏว่าฝ่ายกลุ่มนายทุนปฏิเสธที่จะให้พบหรือเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ต้องหาทางออกโดยใช้สัมคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อระดมคนที่เห็นด้วยให้มาช่วยกันคัดค้านการตัดต้นไม้ใหญ่ดังกล่าวด้วยภาพและข้อความว่า
...ก้ามปูใหญ่ต้นนี้ และเพื่อนๆ อีกหลายต้นที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 35 กำลังจะถูกตัดโค่นทั้งหมด เพื่อเตรียมที่สำหรับสร้างตึกใหญ่ นับเป็นการสูญเสียญาติผู้ใหญ่อีกครอบครัวหนึ่งที่ทำหน้าที่สร้างอากาศสดชื่นให้ผู้คนมานาน นึกๆ ดูก็เหมือนกับว่าอยู่ดีๆ คนเราก็เอามือบีบจมูกตัวเองให้หายใจกัน...
"ตอนแรกก็มีเพื่อนไม่ถึง 10 คน เปิดประเด็นหัวข้อนี้ในเฟซบุ๊กบิ๊กทรีโปรเจกท์เพื่อระดมความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ ให้มาช่วยกันคิดว่าจะชะลอการตัดต้นไม่อายุหลายสิบปีเหล่านี้อย่างไร หลังจากแพร่ภาพและเรื่องราวออกไป ตอนนี้แทบไม่น่าเชื่อว่าคนจะสนใจจนเข้ามาแอดหรือเข้าร่วมคัดค้านการตัดต้นไม้ที่สุขุมวิท 35 แล้วกว่า 2,600 คนภายในเวลาไม่กี่วัน พวกเรายืนยันว่าไม่ได้ห้ามตัด เพราะรู้ว่าประเทศไทยไม่มีกฎหมายห้ามตัดต้นไม้ในพื้นที่เอกชน พวกเราแค่อยากขอร้องให้เขาเก็บต้นไม้เหล่านี้ไว้ หลายคนอายุกว่า 40 ปีแล้วเห็นต้นไม้เหล่านี้ตั้งแต่เกิด พวกเราพร้อมระดมเงินเพื่อขอซื้อและรักษาไว้ แต่กรณีของต้นจามจุรียักษ์หลายต้นนั้น เชื่อว่าคงไม่สามารถขุดย้ายได้อย่างแน่นอน พวกเรารู้สึกสงสารและเสียดายต้นจามจุรีนี้มากๆ จึงอยากขอให้นายทุนเปิดใจพูดคุยกัน ช่วยหาหนทางว่าจะช่วยอนุรักษ์ต้นไม้อายุกว่า 50 ปีเหล่านี้ไว้ได้อย่างไร เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ แทบไม่เหลือต้นไม้ใหญ่อีกแล้ว" ตัวแทนกลุ่มบิ๊กทรีกล่าว
เช่นเดียวกับ สมาชิกกว่า 2,600 คนในเฟซบุ๊ก ที่ร่วมแสดงความเห็นคล้ายคลึงกันว่า อยากให้ผู้ว่าฯ กทม. และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่อาศัยอยู่ในถนนสุขุมวิทเช่นกัน ออกมาดูแลปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะบ้านของนายกรัฐมนตรีก็อยู่ในซอยสุขุมวิท 31 ที่อยู่ใกล้เคียงกับสวนป่าแห่งนี้ สมาชิกที่อาศัยอยู่ถนนทองหล่อรายหนึ่งได้พยายามติดต่อขอซื้อต้นไม้เหล่านี้ เพราะมีที่ดินอยู่หลายแห่งหากย้ายไปปลูกได้ก็อยากจะช่วยอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ไว้ ตอนนี้รู้ว่าไม่มีกฎหมายคุ้มครองต้นไม้ใหญ่เหมือนต่างประเทศ แต่ขออย่าตัดพวกมันทิ้งเลย นายกฯ อภิสิทธิ์เองก็เป็นชาวสุขุมวิทไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเข้ามาช่วยกันหาทางออก เพราะนโยบายรัฐบาลก็เน้นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นายกฯ อย่าคิดว่าต้นไม้ใหญ่จะมีเฉพาะในป่าสงวนเท่านั้น ยิ่งต้นไม้ที่เขตสุขุมวิทมีน้อยก็ต้องออกมาช่วยกันรักษา ต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งให้ร่มเงา ดูดซับน้ำ และรักษาหน้าดินป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ
จา ฟูลมูน (Ja Fullmoon) หนึ่งในสมาชิกเขียนในเฟซบุ๊กว่า "กทม.น่าจะมีพื้นที่โล่งๆ เป็นที่พักต้นไม้ใหญ่...หลังการล้อมเพื่อไปปลูกที่อื่นแล้วก็นำต้นไม้เหล่านี้ไปปลูกในสวนสาธารณะที่จัดไว้ใหม่...เป็นสวนป่าไม้ไหญ่พร้อมประวัติของต้นไม้เหล่านั้น ต้นไม้ใหญ่ที่เจ้าของไม่ต้องการก็สามารถนำมาบริจาคได้" สมาชิกชื่อ "Lak รักในหลวงและประเทศไทย" เขียนว่า "ขอโทษนะคะวันนี้ 20 พฤศจิกายน ดิฉันได้คุยกับคนที่ไปถ่ายรูปที่ซอย 35 ไม่ทันทราบชื่อ กรุณาติดต่อมาด้วยนะคะ บอกมาเลยค่ะ จะให้ช่วยได้อย่างไร ทนไม่ได้ที่จะเห็นต้นไม้ถูกตัดทิ้งไป" สมาชิกชื่อ Puii Puii เขียนว่า "ถ้าจะจัดนัดรวมเจอกันเพื่อรักษาต้นไม้ คิดว่าก็ดีนะคะ ไม่ต้องถึงขนาดเดินปิดถนนแต่เดินไปตามจุดต่างๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่แล้วทำป้ายประมาณว่าไม่อยากให้ตัดต้นไม้ใหญ่ไปติดไว้กับต้นไม้ต้นนั้นๆ"
นายอนันต์ เพชรชาลี พ่อค้าอาหารตามสั่งบริเวณใกล้เคียงยอมรับว่า ขายของอยู่ที่นี่มาเป็น 10 ปี รู้สึกเสียดายที่ต้นไม้ดังกล่าวจะโดนตัด เพราะต้นไม้เหล่านี้ต้องใช้เวลาปลูกหลายสิบปี แต่คงทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดิน นางสุขฤดี ผิวเหลือง แม่ค้าอีกรายยอมรับว่ารู้สึกเสียดาย เพราะต้นไม้เหล่านี้ช่วยดูดซับความร้อนไว้ ถ้าไม่มีต้นไม้ ก็จะทำให้อากาศนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแน่นอน ไม่มีความร่มรื่น มีแต่ถนนคอนกรีต ยิ่งทำให้อากาศบริเวณดังกล่าวร้อนมากขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อผู้สื่อข่าวติดต่อยังสำนักงานเขตวัฒนา เพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมยอมรับว่ายังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนในกรณีดังกล่าว และเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะดำเนินการกับต้นไม้ในที่ดินเอกชน ซึ่งต้นไม้เล็กอาจโอบล้อมขุดเพื่อนำไปขายต่อหรือย้ายที่ปลูกได้ แต่หากเป็นต้นจามจุรีขนาดยักษ์คงไม่สามารถช่วยเหลือได้ คงต้องโค่นทิ้ง เพราะต้นไม้มีขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายได้ยาก ใช้งบประมาณสูงและเสี่ยงที่จะทำให้ต้นไม้ตายได้
จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามที่จะติดต่อไปยัง ดร.ประสาน ภิรัชบุรี ผู้บริหารศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นเจ้าของสวนป่าข้างต้น ซึ่งผู้ช่วย ดร.ประสาน กล่าวยอมรับว่าเป็นเจ้าของที่ดินจริง เคยได้รับการติดต่อจากกลุ่มเฟซบุ๊กข้างต้นแต่ไม่ได้พูดคุยกัน และมีผู้มาติดต่อขอซื้อต้นไม้ไปหมดแล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าใครเป็นผู้ซื้อ เมื่อถามถึงโครงการที่จะเกิดขึ้นในที่ดินดังกล่าว ได้รับคำตอบเพียงว่ากำลังดำเนินการอยู่



