
ว่าด้วยความแปลกแยกในการ"กอดเมืองไทยให้หายเหนื่อย"
ในวงวิชาการด้านสังคมศาสตร์นั้น "ความแปลกแยก" (alienation) เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่มีการศึกษากันอย่างเข้มข้นล่วงมาเป็นเวลาร้อยกว่าปี
โดยมีความหมายว่า ปรากฏการณ์ของความสัมพันธ์ที่เรามองสรรพสิ่งที่เกี่ยวพันและเป็นส่วนหนึ่งของเรา ว่าเป็นสิ่งที่แยกขาดออกจากเรา ไม่สัมพันธ์กับเราในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของการก่อเกิดสิ่งนั้น บางทีเราก็ลุ่มหลงกับมันโดยปราศจากความเข้าใจว่าความศักดิ์สิทธิ์และงดงามนั้นเราเป็นผู้ที่สร้างมันขึ้นมา ทั้งแง่ของการสร้างทางกายภาพ หรือทางความหมาย
ตัวอย่างที่มักจะยกกันในอดีต จะวนเวียนกับเรื่องใหญ่อย่างน้อยสองเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องของความแปลกแยกด้านความคิดความเชื่อ โดยที่ผู้คนมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เราคิดว่าศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลเรื่องต่างๆ ให้เรานั้น ความจริงเราต่างหากเป็นผู้สร้างขึ้นมา ไม่ได้มีมาก่อนหรือมีอยู่เหนือเรา เรื่องที่สองคือเรื่องของความแปลกแยกด้านการผลิต ที่เรามักจะลุ่มหลงหรืออยากได้ของเหล่านั้น ทั้งที่เราเองเป็นผู้ผลิต แต่เราอาจจะไม่มีปัญญาซื้อ (หมายถึงไม่มีเงินพอ) เนื่องจากค่าจ้างของเราถูกกดขี่ขูดรีดจนต่ำกว่าค่าจ้างจริงที่เราควรจะได้
โฆษณาล่าสุดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ออกฉายตามสื่อต่างๆ ที่ชวนให้ออกไปกอดเมืองไทยให้หายเหนื่อย ก็ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเรื่องความแปลกแยก ทั้งในแง่ของความแปลกแยกทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยที่ผู้จัดสร้างอาจไม่รู้ตัว
ด้วยลีลาการนำเสนอที่น่าสนใจให้ไปกอดภูเขา กอดทะเล หรือว่าง่ายๆ คือกอดสถานที่ท่องเที่ยว และสัตว์ต่างๆ แล้วก็สรุปว่ากอดเมืองไทยให้หายเหนื่อยนั้น มีเรื่องราวที่แฝงเอาไว้ก็คือ การท่องเที่ยวนั้นเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำให้สถานที่ต่างๆ นั้นเป็น "สินค้า-สิ่งของ" ที่ผู้ท่องเที่ยวในฐานะผู้เสพนั้นกำหนดเอาเองว่าต้องการความพึงพอใจจากอะไรบ้าง
ว่าง่ายๆ ก็คือในโฆษณาการท่องเที่ยวชุดนี้ ไม่มีผู้คนที่อยู่ต่างจังหวัดอยู่ในภาพเลย นักท่องเที่ยวในภาพต้องการจะไปกอดอะไรที่เขาพึงพอใจก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือสัตว์
หรือลองย้อนกลับไปดูว่าในยุคโบราณนั้น การท่องเที่ยวเป็นเรื่องของความลำบาก เพราะการเดินทางไม่ได้ทำได้ง่ายๆ การเดินทางคือเรื่องความจำเป็น เป็นเรื่องของการพลัดพราก หรือเป็นเรื่องของการเสาะแสวงบุญ จึงมักเป็นเรื่องของการกราบไหว้ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ ไม่ใช่ไปกอดเจดีย์ กอดพระพุทธรูป...
ถ้าย้อนกลับไปดูว่าโฆษณาชุดนี้ออกมาประมาณช่วงไหน คำตอบก็คือ เป็นโฆษณาที่ออกมาช่วงที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งทางความคิดและมีการชุมนุมประท้วง ซึ่งปฏิเสธได้ยากว่าส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวพันกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่นำเสนอตัวตนของพวกเขาผ่านการเป็นคนต่างจังหวัด ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง (ผลจากการรัฐประหาร ปฏิบัติการกฎหมายสองมาตรฐาน และการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง) เศรษฐกิจ (งบประมาณและนโยบาย) และสังคม (ไพร่)
"เมืองไทย" ในโฆษณานี้คือประเทศ (สิ่งของ) หรือคือตัวของนักท่องเที่ยวเอง? การกอดให้หายเหนื่อยคือเมืองไทยเหนื่อย หรือตัวนักท่องเที่ยวเหนื่อย? เหนื่อยเพราะอะไร? กอดแล้วหายเหนื่อย? แล้วจะทำอย่างไรถึงจะกอดได้?
ผมกลับคิดว่า ถ้าจะทำให้เมืองไทยหายเหนื่อย การท่องเที่ยวคงต้องมีการให้คำนิยามใหม่ ที่มากไปกว่าการเสพสถานที่ หรือบุกเบิกสถานที่ใหม่ให้คนไปเสพ หรือนึกแต่ว่าจะทำยังไงให้คนไปเสพสถานที่นานขึ้น
มาสู่เรื่องของการมองว่าการท่องเที่ยวคือการได้ไปพบปะชีวิตของผู้คนคนอื่น ไปเรียนรู้ ไปเคารพ ไปเข้าใจว่าเราเป็นคนประเทศเดียวกัน เขามีทุกข์อะไร เขามีความสุขกับอะไร หรือว่าการดำรงชีวิตของเรานั้นเกี่ยวพันหรือสร้างปัญหาให้เขาไหม
ในบางแห่ง (ผมไม่แน่ใจว่าบ้านเรามีหรือยัง แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเริ่มมีแล้ว) เริ่มมีการสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แนวใหม่ โดยเก็บเงินนักท่องเที่ยวให้มาพักในชุมชน แต่ไม่ได้มาเสพชุมชน หากแต่ให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นไปทำงานในโครงการพัฒนาต่างๆ ของชุมชนด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วหลังน้ำท่วมนี้ก็น่าจะมีโครงการท่องเที่ยวแบบไปช่วยลงแรงฟื้นฟูเยียวยาได้หลายพื้นที่ ที่มากไปกว่าการบริจาคข้าวของ ไปสู่การไปช่วยเหลือลงแรงกัน
บางทีการมองการท่องเที่ยวว่าเป็นความสัมพันธ์ของผู้คน แทนการกำหนดนิยามจากคนกับสถานที่เท่านั้น อาจจะเป็นรากฐานสำคัญของคำว่ากอดเมืองไทยให้หายเหนื่อยในความหมายใหม่กว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะครับ



