ข่าว

ยุบไปเลยเสียดีกว่า

ยุบไปเลยเสียดีกว่า

25 พ.ย. 2553

การประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ในวันที่สอง แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ใครต่อใครคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่เหนือจากนั้นเท่าไรนัก

 ยิ่งพูดยิ่งขัดแย้ง ยิ่งแสดงให้เห็นว่า "ธง" ที่ตั้งกันเอาไว้แต่แรกนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 การถกเถียง จนถึงขั้นด่าทอกัน หรือกระทบกระเทียบเปรียบเปรย เป็นเรื่อง "นิสัยส่วนตัว" ที่หลายคน เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

 ฝ่ายรัฐบาลเมื่อออกเป็นมติ ครม.และมติพรรคมาแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาอภิปรายไปเพื่อให้เห็นความจำเป็น

 ขณะที่ฝ่ายค้าน เมื่อลงได้สนับสนุนร่างของ คปพร.ที่ หมอเหวง โตจิราการ เสนอโดยมีชาวบ้านกว่า 7 หมื่นคนลงชื่อสนับสนุนก็ว่ากันไป

 โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีธงในใจแล้วว่า ของคนอื่นนั้นเลวหมด ยกเว้นของที่พวกตนสนับสนุน

 เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมันจะไปกันได้อย่างไร ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมาก และค่อนข้างมั่นใจว่า มี ส.ว.สนับสนุน

 ขณะที่ฝ่ายค้าน ก็ยืนกรานว่า ถ้าไม่ได้ของหมอเหวง ก็จะวอล์กเอาท์จากห้องประชุม โดยที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อเกิดการกระทบกระทั่ง การเสนอให้นับองค์ประชุม โดยไม่สนใจว่าใครเขาจะตำหนิติเตียนว่า "ตีรวน" เลยแม้แต่น้อย

 แม้กระทั่งเมื่อนับองค์ประชุม ถึงแม้ตัวจะยังอยู่ในห้อง เมื่อถูกขานชื่อ ก็ไม่รู้สึกหน้าแดงเลยที่จะลุกขึ้นแสดงตัวตน แต่ดันอ้างสิทธิ อ้างแนวทางของพรรคว่า ไม่ขอร่วมองค์ประชุม

 ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เหมือนกับว่า ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายไม่ได้อยู่ในช่วงที่เรียกว่า "กำลังทำหน้าที่" พิจารณากติกาสูงสุดของประเทศ

 ไม่ได้คิดว่า เมื่อแสดงออกไปเช่นนี้แล้ว ชาวบ้านร้านช่องเขาจะทดท้อกับวุฒิภาวะของ ส.ส.บ้านเราในวันนี้มากน้อยแค่ไหน

 กลับเป็นวุฒิสภาที่หลายคนเริ่มมองเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ เมื่อถึงเวลาโหวตเสียง หากฝ่ายค้านซึ่งจะโหวตร่างฯ ของ หมอเหวง ก่อนจะไม่พอใจเพราะชัดเจนว่า เสียงจากซีกรัฐบาลนั้นไม่เอาร่างฯ ของหมอเหวงแน่นอน

 ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทย ก็พูดชัดเจนแล้วว่า ถ้าไม่เอาร่างฯ ของหมอเหวง ก็จะเดินออกจากห้องประชุม และไม่ร่วมสังฆกรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

 นั่นย่อมหมายความว่า ความสามัคคีปรองดองย่อมจะเกิดขึ้นได้ยาก หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

 เพราะต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงวันนี้ ก็สืบเนื่องมาจากนักการเมือง ดังนั้น เมื่อนักการเมืองพรรคใหญ่ คุมพื้นที่อีสาน-เหนือ ประกาศออกมาเช่นนี้ ก็เท่ากับ เอาเรื่องความปรองดองมาเป็นเครื่องมือต่อรอง

 การเมืองก็อาจจะกลับเข้าสู่ระบบ "ข้างถนน" อีกครั้ง !

 แต่ความห่วงใยของวุฒิสภา ก็ไม่อาจแปลงความรู้สึกให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ในเมื่อเสียงของวุฒิสภาเองก็มีความเห็นที่หลากหลายไม่เป็นเอกภาพ

 เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีแนวโน้มว่าไม่ว่าผลการประชุมรัฐสภา จะออกมาอย่างไร สถานการณ์ก็จะมุ่งไปสู่จุดอับทางการเมือง

 ขณะเดียวกันเมื่อมองดูปฏิทินวันพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในสัปดาห์ถัดไป คือวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ก็ดูจะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

 จนน่าเชื่อว่า ข้อขัดแย้งภายในรัฐสภา เป็นเครื่องมือเร้าให้การชุมนุมไม่ว่าจะเป็นสีใดในบ้านเมืองค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น

 เพราะไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็ล้วนแต่จะมีความไม่พอใจเกิดขึ้น

 โดยเฉพาะหากออกมาด้วยการที่พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค

 เพราะในวันนี้ "ความเชื่อ-ความเกลียดชัง" ได้อยู่เหนือ "เหตุผล" ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ

 ต่อให้มีหลักเกณฑ์ข้อกฎหมายใดๆ มาอ้าง

 ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีความน่าเชื่อถือมากกว่านี้

 ต่อให้พบหรือพิสูจน์ได้ว่า "คลิปตุลาการ" นั้นถูกตัดต่อ

 ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความเกลียดชัง ความอยากให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ลดลง

 ตรงนั้นแหละที่จะทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่วิกฤติ

 เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นซ้อนวิกฤติความแตกแยกในรัฐสภาอันเนื่องมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 แน่นอน เป็นวิกฤติที่ผู้นำรัฐบาลอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดสินใจ

 แต่...ก็ใช่ว่า อภิสิทธิ์ จะเข้าตาจนในช่วงนั้น

 "ตัวช่วย" สำคัญที่จะยืดเวลาให้อายุรัฐบาลนี้ออกไปก็ใช่ว่าจะไม่มี

 เพราะพ้นเดือนนี้จะเป็นช่วงที่ปิดสมัยประชุมสภา นั่นย่อมเป็นจังหวะที่ดีในการหาน้ำเย็นมาลูบหน้าลูบหลังให้ได้สติยั้งคิด

 แต่หากรัฐธรรมนูญผ่านที่ประชุมโหวตรับ ก็จำเป็นจะต้องเปิดประชุมวิสามัญ ซึ่งตอนนั้น ก็จะเป็นจังหวะที่ อภิสิทธิ์ วิเคราะห์ต่อที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันก่อน

 ถ้าฝ่ายค้านชิงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะยุบสภาไม่ได้เพราะตามกฎหมายว่าไว้อย่างนั้น

 ดังนั้นด้วยเสียงของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องเช่นนี้ หากระแคะระคายว่าฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอกในช่วงนั้น

 มีใครเชื่อบ้างว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ จะไม่ยุบสภา!

 ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการหนีศึกซักฟอก แต่ถ้าชาวบ้านเห็นการประชุมรัฐสภา 2 วันที่ผ่านมา ก็อาจจะคิดไปอีกอย่างว่า ...ยุบไปเถอะถ้ามีสมาชิกรัฐสภาคุณภาพแค่นี้ !