
"ทำแท้ง"สังคมต้องใจกว้าง
การพบซากทารกที่ถูกทำแท้งกว่า 2,000 ศพ ที่วัดไผ่เงิน ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ปัญหานี้มีมายาวนานนับสิบๆ ปี
เชื่อมั้ยครับว่า ยังหาทางออกแก้ไขไม่ได้ คนที่อยู่ในวงจรไม่ว่ากระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหมือนเดินอยู่ในถ้ำมองไม่เห็นแสงสว่าง
ตำรวจก็เข้าจับกุมต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาชญากรรม
ชาวบ้านแจ้งเบาะแสบ้าง ผู้ปกครองร้องเรียนบ้าง บางทีจับสดไม่ได้ก็ใช้วิธีการกดดันตรวจค้นเครื่องมือเครื่องใช้ ไม่ว่าขาหยั่งหรืออุปกรณ์หลักๆ ซึ่งอนุมานได้ว่า น่าจะส่อว่ามีการทำแท้งผิดกฎหมาย
คลินิกพวกนี้ส่วนใหญ่ใช้คำว่า รับปรึกษาปัญหาครอบครัว
ตำรวจก็ทำได้เท่านี้ กวาดจับก็เงียบกันไปสักระยะแล้วก็เริ่มกันใหม่ ต่อให้มีสถิติจับกุมได้มากเพียงใดก็ตาม การทำแท้งเถื่อนก็ไม่ลดแถมตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปี
กฎหมายก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น จริงอยู่แม้มีบทลงโทษ แต่คำถามคือว่า การลงโทษแพทย์หรือพยาบาลหรือพวกครูพักลักจำแล้วมาเปิดสถานบริการเช่นนี้สามารถควบคุมปัญหาไม่ให้ขยายตัวได้หรือไม่
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า สังคมจะยอมรับเรื่องนี้อย่างไร มองหาทางออกให้แก่เด็กๆ เยาวชนหรือหญิงสาวที่ตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ได้เช่นไร
ที่ผ่านมาผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนออกมาต่อต้านการทำแท้งเสรี ชัดๆ ก็ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถึงครั้งหนึ่งลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง เพื่อมาต่อต้านกฎหมายลักษณะนี้โดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลว่ากลัวปัญหาลุกลามมากขึ้น
อย่าลืมว่า ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปและเร็วมากด้วย วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้เช่น ขีดเส้น วางกฎระเบียบ มีโทษเป็นตัวบังคับ เยาวชนหรือสาววัยเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คำนึง ไม่ได้คิดว่าเป็นความผิดทั้งกฎหมายและจริยธรรม
วันนี้ถ้าสังคมหันกลับมามองในข้อเท็จจริง ศึกษาระบบครอบครัวกันใหม่ วางระบบการเรียนการสอนให้สอดคล้อง ปลูกฝังศีลธรรมผ่านโรงรียน วัดและชุมชน รวมไปถึงการแก้กฎหมายให้สอดรับกับปัญหาสังคม อาจเห็นทางออก
ประเทศที่เจริญแล้วก็ไม่สามารถขจัดปัญหาแท้งเถื่อนได้หมดสิ้น เพียงแต่ลดระดับและยอมรับในข้อเท็จจริง
บางทีกฎหมายการแท้งเสรีหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มีกรอบรายละเอียดอย่างไรก็ช่าง ถ้าลดระดับปัญหาได้ ก็น่าลองคิดกันดูบ้างครับ!!



