
"อภิสิทธิ์"สั่งทุกกระทรวงห้ามกั๊กเงิน
"อภิสิทธิ์" เข้ม ห้ามทุกกระทรวงกั๊กเงิน เน้นใช้เงิน ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมอันดับแรก สั่งสำนักงบฯตรวจสอบเงินเหลื่อมปี ถ้ายังไม่ได้ใช้เตรียมริบคืน
(24พ.ย.) ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนสปาร์ค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งในการสัมมาหัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทาย” ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ในปีนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะก่อนการเกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เรากังวลว่าจะไม่มีน้ำทำนาในช่วงต้นปี และหลายคนอาจไม่ทราบว่าแม้จะมีน้ำท่วมมากขนาดนี้ น้ำในเขื่อนภูมิพลกลับอยู่ในระดับที่ต่ำและอาจมีปัญหาการผลักดันน้ำ เรื่องดังกล่าวถือเป็นปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อย ทั้งนี้เรื่องนี้มีความท้าทายตรงที่เงินรัฐบาลให้การช่วยเหลือ โดยที่ยังไม่รวมการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานนั้น ต้องใช้งบกลางสำรองฉุกเฉินประมาณมากกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเกือบครึ่งของงบสำรองฉุกเฉิน ถือเป็นครั้งแรกที่ภายใน 2-3 เดือนแรกของปีงบประมาณ เงินงบกลางสำรองฉุกเฉินหมดไปแล้วครึ่งหนึ่ง
"นับเป็นความท้าทายที่ผมต้องพยายามบีบทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้ปรับแผนงบประมาณปกติ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรืองบประมาณกลุ่มจังหวัด โดยเอาแผนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมมาทดแทนก่อน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังให้สำนักงบประมาณตรวจสอบใน 2 ปีงบประมาณ ย้อนหลังว่ามีเงินที่เขากันเหลื่อมปีเอาไว้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 53,000 ล้านบาท ที่ยังไม่มีการทำสัญญาหรือยังไม่สามารถดำเนินการตามโครงการได้ ขอให้นำกลับมาสู่การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตนยังไม่แน่ใจว่ากระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทำเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน
"แต่ถ้าทำได้น้อยผมมีมาตรการขั้นต่อไปคือจะริบเงินเหล่านี้เข้ามาเป็นเงินคงคลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะกระทบทั้งเรื่องการใช้จ่ายของแต่ละกระทรวงในปีนี้ และปีงบประมาณ 2555 จะมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะต้องจ่ายเงินชดเชยเงินคงคลัง เพราะฉะนั้นถือโอกาสนี้ว่าถ้าใครรู้จักใครที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรมใด ก็ฝากบอกไปด้วยว่าผมเอาจริงนะครับ ต้องไปทำมา มิฉะนั้นจะเดือดร้อนกันทั้งหมด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า การที่ตนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อจะบอกว่าการบริหารเศรษฐกิจในภาวะที่มีความผันผวนและความท้าทาย ต้องมีการปรับวิธีการ เพราะถ้าปล่อยไปตามปกติแล้วไปคาดหวังว่าจะของบกลางได้ มันไม่มี หรือการคิดว่าจะทำงบประมาณเพิ่มเติมหรืออะไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลควรจะเดินไปในเส้นทางนี้ แต่เป้าหมายของเราคือต้องเก็บเครื่องมือที่จะใช้ทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด ถ้าเราตัดสินใจว่าน้ำท่วมตอนนี้ เราทุ่มเงินไปโดยยอมขาดดุลเพิ่มหรือกู้เพิ่ม แล้วถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกเข้ามาขณะที่เราก็หมดเครื่องมือ แล้วจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นนี่เป็นแนวทางที่ตนอยากย้ำว่ารัฐบาลตระหนักถึงตลอดเวลาในเรื่องความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าการบริหารจัดการของเราคำนึงถึงสถานการณ์ที่ผกผันหรือเปลี่ยนแปลงตลอด



